อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

จาก Wikiquote

ข้ามไปที่: นำทาง, สืบค้น

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ของประเทศไทย

[แก้ไข] คำกล่าวโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

"ใครได้ยินท่านนายกฯพูดสองสามวันก่อนไหมครับ "สี่ปีข้างหน้าถ้าเป็นนายกฯจะทำให้ประชาชนพึงพอใจ และจะทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสบายพระทัย " นายกฯทักษิณครับ คุณเป็นใครบังอาจพูดประโยคนี้ หรือคุณคิดว่าคุณบังอาจถวายบัตรทองได้ คุณพูดประโยคนี้ได้ พวกผมไม่ยอมรับ"

คำปราศรัยหาเสียงเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2547 ที่สนามหญ้าหน้าศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช[1]


Cquote1.png สิ่งแรกที่ผมอยากจะเรียนในนามพรรคประชาธิปัตย์ คือ เราขอน้อมรับคำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและขอขอบพระคุณคณะตุลาการที่ให้ความเป็นธรรมแก่พรรคประชาธิปัตย์ เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พวกเรามีความกังวลกันพอสมควร

การทำงานที่ทำให้พวกเราผ่านพ้นทุกอย่างมาได้ในการยืนยันความบริสุทธิ์ของเรา ก็มาจากการทำงานที่หนักอย่างที่เรียกว่าผมไม่เคยเห็นมาก่อน ในการทำงานที่ประชุมกันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยของคณะทำงานด้านกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขอกราบขอบพระคุณท่านหัวหน้าผู้ว่าคดี ท่านชวน หลีกภัย ผู้เตรียมคดีในช่วงต้น ท่านอดีตหัวหน้าบัญญัติ บรรทัดฐาน และบุคคลซึ่งมาทำงานให้กับพวกเราโดยไม่คิดค่าตอบแทนใด ๆ และเป็นนักกฎหมายที่มีชื่อเสียง และมีฝีมือจากสำนักงานทนายความ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช พี่บัณฑิต (นายบัณฑิต ศิริพันธ์) รวมทั้งพี่ทวีศักดิ์ (นายทวีศักดิ์ ณ ตะกั่วทุ่ง) จากสำนักงานกฎหมายคนึง (คนึง แอนด์ พาร์ทเนอร์ส) ครับ

ถ้าท่านได้ฟังคำวินิจฉัยในช่วงท้ายของคณะตุลาการฯ ซึ่งได้กล่าวถึงบทบาทของพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และความรับผิดชอบของพรรคการเมืองในระบอบรัฐสภา สิ่งนี้คือสิ่งที่พวกเราชาวประชาธิปัตย์จะต้องตระหนักและให้คำมั่นกับพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศว่า ที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ดำรงอยู่มาและดำรงต่อไป ได้นั้นเพื่อปฏิบัติหน้าที่และแบกความรับผิดชอบตามวิถีทางแนวทางอุดมการณ์ที่เราสืบทอดสืบสานกันมา คือการยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย และความซื่อสัตย์สุจริต

วันนี้เป็นวันที่พวกเราหลายคนรอคอย ผมอยากให้วันนี้เหมือนกับเป็นการปิดฉากเรื่องราวในอดีตที่ทำให้เกิดความวิตกกังวลและความตึงเครียดในสังคมที่เกี่ยวกับคดียุบพรรค แต่จากพรุ่งนี้เป็นต้นไปเรามีภาระหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่กว่ามาก นั่นก็คือการประคับประคองบ้านเมืองให้กลับคืนสู่ประชาธิปไตยโดยเร็ว เข้าสู่การเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญที่พวกเราทุกคนต้องช่วยกันให้เป็นประชาธิปไตยถึงที่สุด

เพราะความเชื่อพวกเรา อุดมการณ์ของเราเรื่องประชาธิปไตยมันอยู่บนพื้นฐานที่ว่า ไม่มีใครแก้ปัญหาให้ประชาชนดีไปกว่าประชาชนเองผ่านกระบวนการเลือกตั้ง เรื่องเศรษฐกิจ ความไม่สงบ เป็นความเดือดร้อนที่ประชาชนทั้งประเทศเผชิญอยู่ และนับวันเราได้ยินเสียงทุกคนตั้งความหวังไว้ว่าเมื่อเลือกตั้งเสร็จแล้วปัญหาเหล่านี้จะแก้ไขให้เขาได้

นั่นคือภาระหน้าที่ของเราในฐานะพรรคการเมืองหนึ่งที่จะต้องนำพาประเทศไปข้างหน้าตั้งแต่วันนี้ และเราอยากจะให้ผู้มีอำนาจหลังจากคดียุบพรรคการเมืองต่าง ๆ ผ่านพ้นไปแล้ว เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองได้ทำงานอย่างสร้างสรรค์เพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหาของประเทศ

ผมอยากจะบอกว่า พวกเราทุกคนจะทำให้ชัยชนะในคดี เป็นชัยชนะของประเทศไทยและคนไทยทุกคน

Cquote2.png
'

คำปราศรัยเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 ณ ที่ทำการพรรค หลังทราบผลพิพากษาคดียุบพรรคการเมือง พ.ศ. 2549[2]

[แก้ไข] คำกล่าวถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีตสมาชิกวุฒิสภา : กล่าวถึง นายอภิสิทธิ์ ไว้ในหนังสือ คือความคิด คือชีวิต คือ...อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่า
"ผมเองก็รู้จักอาจารย์อภิสิทธิ์ในฐานะเพื่อนร่วมงาน ยังจำได้จนถึงทุกวันนี้ ครั้งแรกที่เห็นอาจารย์อภิสิทธิ์ ก็เห็นในห้องประชุมวิชาการ ที่เรามีการ ถกเถียงปัญหาบ้านเมืองในแวดวงวิชาการ ปรากฏว่าผมเห็น เอ๊...เด็กหนุ่มคนนี้นะ คมคาย มีจุดยืนน่าสนใจ มีวิธีวิเคราะห์ มีความรู้ที่กว้าง
คน ๆ นี้ไม่ธรรมดา รู้สึกว่าไม่ธรรมดา ไม่ใช่ทั่ว ๆ ไป มานั่งในห้องประชุม พูดจาไม่ธรรมดา มันแหลมคม ลึก...แล้วก็กว้าง มีความรอบรู้ในตัวมาก แต่ที่ชอบที่สุดคือจุดยืน ฟังแล้วจุดยืนดี...ก็เริ่มไปกระซิบถามคนที่นั่งในห้องประชุม คน ๆ นี้เป็นใคร"
"ความโดดเด่น เป็นคนที่ปฏิภาณไว มีลำดับเหตุผลดีแล้วก็พูดเก่ง แล้วก็มีหลักการที่ไม่เอนไปเอนมาง่าย แต่ว่าไม่ปะทะซึ่งถ้าเป็นผม ผมชอบปะทะแต่เขาไม่ปะทะ ก็เป็นความเก่งความดี ผมคิดว่าถ้ามีนักการเมืองแบบนี้มาก ๆ ประเทศไทยคงดีขึ้น ก็แอบให้กำลังใจอยู่เท่านั้นเอง ถ้าหากมีนักการเมืองแบบนี้เต็มสภา ผมว่าประเทศไทยจะดีกว่านี้มาก ๆ"
รศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ แกนนำพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา กล่าวถึง นายอภิสิทธิ์ ไว้ในหนังสือ "พิศการเมือง" [3] ความว่า
"ภาวะการนำของคุณอภิสิทธิ์เป็นแบบท้วงติง และตอบโต้(reactive) มากกว่าริเริ่มนำเสนออะไรใหม่ๆ (proactive) เพราะโดยพื้นฐานแล้ว คุณอภิสิทธิ์ ไม่ใช่คนชอบเสนออะไรที่ท้าทาย และแปลกใหม่ทางความคิด แต่ถ้ามีคนอื่นนำเสนอขึ้นมาก่อน คุณอภิสิทธิ์ จะสามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างเป็นระบบ"
นายกรณ์ จาติกวณิช รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ Positioning Magazine ฉบับพฤษภาคม 2550 [4]กล่าวถึงนายอภิสิทธิ์ไว้ว่า
"คุณอภิสิทธิ์ เขาคิดทะลุกว่าผม ไกลกว่าผม เขามีจุดเด่นจากที่ผมรู้จัก คือมีความเป็นผู้นำที่ดีในแง่ของการเป็นนักคิดนักตัดสินใจที่เด็ดขาด เป็นนักฟังที่ดี รู้จักเลือกว่าฟังใครแล้วจะนำความคิดนั้นมาใช้หรือไม่ อย่างไร มองการณ์ไกลโดยไม่สนใจกระแสจนเกินไป ผมเองยังเอียงตามกระแสมากกว่าเขา"
"อย่างเช่นตอนที่พวกเราเสนอมาตรา 7 ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ คุณอภิสิทธิ์เขามองว่าจำเป็นต้องทำขณะนั้นๆ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการรัฐประหาร และมีอีกหลายครั้งที่เขามองเหตุการณ์ล่วงหน้า บอกกับผมและพวกเรา และมันก็เป็นตามนั้นจริงๆ"
"ส่วนจุดอ่อนที่มีภาพของ 'คนที่ไม่เคยทำงาน' เป็นภาพลบที่ไม่อาจแก้เป็นบวกได้ แต่แก้ให้ลบน้อยลงได้ เพราะความจริงก็คือคุณอภิสิทธิ์ได้พิสูจน์ ผลงานหลายๆ อย่างในพรรคมาแล้ว ผมเชื่อว่าถ้าเขาได้เป็นนายกฯ การทำงานเป็นทีมอย่างแท้จริงจะเกิดขึ้น ครม.จะสำคัญมากขึ้น ซึ่งผมว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะผมไม่เชื่อเลยว่านายกฯ ที่ดีจะต้องเก่งคนเดียว ทำคนเดียว"
นายแพทย์ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโสได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับอภิสิทธิ์[5] ว่า
เป็นนักการเมืองพันธุ์ใหม่ และเป็นพันธุ์ที่สังคมไทยต้องการ นักการเมืองพันธุ์ใหม่ที่สังคมไทยต้องการจะต้องมีทั้ง I.Q., E.Q. และ M.Q.
*I.Q. (Intelligence Quotient) = มีพลังทางปัญญา
*E.Q. (Emotional Quotient) = มีพลัง หรือ วุฒิสภาวะทางอารมณ์
*M.Q. (Moral Quotient) = มีพลังทางศีลธรรม
สังคมปัจจุบันมีความเชื่อมโยงและสลับซับซ้อนมาก คนที่จะทำงานการเมืองจะต้องมีปัญญาเข้าใจความซับซ้อนเหล่านี้ และต้องสามารถเรียนรู้ตลอดเวลา จึงจะทำงานได้ผล ผู้ใดจะมีปัญญาเท่าใดๆ แต่ถ้าขาดวุฒิสภาวะทางอารมณ์ ก็จะไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตและหน้าที่การงาน คนที่ปราศจากศีลธรรม (M.Q.) ย่อมนำไปสู่ความล้มละลาย ทั้งส่วนตัวและส่วนรวมที่ตนเกี่ยวข้อง นักการเมืองพันธุ์ใหม่ที่สังคมไทยต้องการ จึงควรจะมีทั้ง I.Q., E.Q. และ M.Q.
นายคาริม รัสลัน (Karim Raslan) นักกฎหมายอิสระที่มีข้อเขียนปรากฏเป็นประจำในหนังสือพิมพ์หลายฉบับในหลายประเทศ แสดงความชื่นชมนายอภิสิทธิ์ในบทความ[6] เมื่อปี 2545 ว่า
นายอภิสิทธิ์เป็นผู้นำรุ่นใหม่ที่ฉลาดและน่าประทับใจมากที่สุดคนหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมั่นใจว่านายอภิสิทธิ์เป็นผู้นำที่มีความสำคัญ ไม่ใช่เฉพาะแต่ประเทศไทยเท่านั้น แต่กับทั้งอาเซียน
ฮันนาห์ บีช ผู้สื่อข่าวนิตยสารไทม์ ประจำประเทศไทย ได้ตีพิมพ์ข้อเขียนของ ฮันนาห์ บีช (Hannah Beech) ผู้สื่อข่าวประจำกรุงเทพฯ ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2550[7] ระบุถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ว่า
"ขอเชิญท่านทำความรู้จักกับนักอุดมการณ์ผู้อาจได้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไปของประเทศไทย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อันเป็นพรรคการเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย เป็นหนึ่งในตัวเก็งที่อาจชนะการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในเดือนธันวาคม"
"กล่าวได้ว่าอภิสิทธิ์มีส่วนคล้ายคลึงกับ บิล คลินตัน แห่งพรรคเดโมแครตของสหรัฐฯ มากทีเดียว ข้อแตกต่างเพียงประการเดียวเห็นจะได้แก่ การที่อภิสิทธิ์ไม่ได้เติบโตขึ้นมาในประเทศที่นิยมใช้รถเทรลเลอร์กันอย่างแพร่หลายดังเช่นคลินตัน และแม้พรรคประชาธิปัตย์ จะได้รับการสนับสนุน จากชนชั้นกลางในเมืองหลวงรวมถึงชาวไทยมุสลิมในภาคใต้ของประเทศ แต่อภิสิทธิ์คงต้องใช้ความพยายามอย่างสูง เพื่อชนะใจชาวชนบท แม้ว่าเขาจะเข้าใจถึงความยากลำบากของคนเหล่านั้นเป็นอย่างดีก็ตาม"

[แก้ไข] อ้างอิง

  1. หนังสือ ประชาธิปัตย์ปราศรัย สำนักพิมพ์ politic press กรุงเทพฯ พ.ศ. 2548
  2. หนังสือพิมพ์ ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันจันทร์ที่ 4-วันพุธที่ 6 มิถุนายน 2550
  3. อเนก เหล่าธรรมทัศน์, พิศการเมือง พิมพ์ครั้งที่ 2, สำนักพิมพ์ openbooks, พ.ศ. 2548.
  4. กรณ์ จาติกวณิช มุมใหม่ประชาธิปัตย์
  5. ๒ ปีกับรัฐมนตรี...อภิสิทธิ์
  6. Abhisit Vejjajiva - Karim Raslan, เรียกดูเมื่อ 7 พ.ย. 2550
  7. Is Abhisit Vejjajiva Thailand's Next Leader? - นิตยสารไทม์