จังหวัดอุตรดิตถ์

จาก วิกิคำคม
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
w
วิกิพีเดีย มีบทความเกี่ยวกับ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕

พระราชหัตถเลขา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ คราวเสด็จประพาสมณฑลฝ่ายเหนือ พุทธศักราช ๒๔๔๔[แก้ไข]

ทรงกล่าวถึงภูมิสถานเมืองอุตรดิตถ์

“ "อนึ่ง เมืองพิชัยนั้นโดยภูมิฐานที่ตั้งไม่ดี มีแต่ร่วงโรยลง ที่เมืองอุตรดิตถ์นี้ความเจริญขึ้นรวดเร็ว มีการค้าขายแลผู้คนมากจนเป็นอำเภอก็จะไม่ค่อยพอที่จะปกครองรักษา ฉันจึงสั่งให้ย้ายที่ว่าการเมืองขึ้นมาตั้งที่พลับพลานี้ แต่อำเภออุตรดิตถ์ก็คงเป็นอำเภออุตรดิตถ์อยู่ อำเภอพิชัยก็คงเป็นอำเภอเมืองพิชัย ย้ายแต่ที่ว่าการเมืองแลศาลเมืองขึ้นมาตั้งที่นี่ แลพลับพลาที่สร้างขึ้นนี้จะใช้ได้ต่อไปอีกหลายปี กว่าการที่ปลูกสร้างใหม่จะแล้วสำเร็จ" ”
พระราชหัตถเลขา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ คราวเสด็จประพาสมณฑลฝ่ายเหนือ พุทธศักราช ๒๔๔๔
“ "การที่ตลาดติดได้ใหญ่โต เพราะพวกเมืองแพร่ มาลงที่ท่าเสา เหนือท่าอิดขึ้นไปคุ้งหนึ่ง พวกเมืองน่าน ลงมาข้างลำน้ำ พวกเหนือแลตะวันออกลงข้างฝากตะวันออก แต่มาประชุมกัน ค้าขายแลกเปลี่ยนกันอยู่ที่หาดนั้น แต่ก่อนสินค้าข้างล่างขึ้นมายังไม่สะดวกดังเช่นทุกวันนี้ แต่บัดนี้ ลูกค้ารับช่วงกันเป็นตอน ๆ พวกที่นี่ลงไปเพียงปากน้ำโพ พวกปากน้ำโพ รับสินค้าจากกรุงเทพเป็นการสะดวกดีขึ้น" ”
พระราชหัตถเลขา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ คราวเสด็จประพาสมณฑลฝ่ายเหนือ พุทธศักราช ๒๔๔๔

ทรงกล่าวถึงภูมิสถานเมืองลับแล

“ "ต้นข้าวในท้องนาอ้วนล่ำแลใหญ่งามสพรั่งสุดสายตา ดีกว่าที่ชวาเป็นอันมาก เมื่อสุดที่นาก็ถึงหมู่บ้าน ซึ่งล้วนเป็นสวนต้นผลไม้มีหมากเป็นต้นปลูกเยียดยัดกันเต็มแน่นไป ในหมู่บ้านฉะนี้ก็คล้ายกันกับที่ชวา แต่ของเราดีกว่าที่ล้วนเป็นต้นไม้มีผลทั้งสิ้น" ”
พระราชหัตถเลขา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ คราวเสด็จประพาสมณฑลฝ่ายเหนือ พุทธศักราช ๒๔๔๔

ทรงกล่าวถึงวัดพระแท่นศิลาอาสน์

“ "ถึงเนินศิลาแลง ที่เป็นที่ตั้งวิหารพระแท่น ที่พระแท่นนั้นมีกำแพงแก้วล้อมรอบ เป็นกำแพงหนาอย่างวัดโบราณ มีวิหารใหญ่หลังหนึ่ง โตกว่าวิหารพระแท่นดงรัง ข้างในตรงกลางวิหารมีมณฑป ในมณฑปนั้น มีแท่นก่ออิฐถือปูน ที่กลางเป็นชองสำหรับผู้นมัสการบรรจุเงินและเข็ม ดานริมผนังหลังวิหาร มีพระพุทธรูปกองโต ต้นพุทราอยู่ในกำแพงข้างขวาวิหาร ข้างซ้ายวิหารมีมุขยื่นออกไปเป็นที่บ้วนพระโอษฐ์แลประตูยักษ์อยู่ตรงนั้น" ”
พระราชหัตถเลขา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ คราวเสด็จประพาสมณฑลฝ่ายเหนือ พุทธศักราช ๒๔๔๔

ทรงกล่าวถึงวัดพระบรมธาตุทุ่งยั้ง

“ "มาจากพระแท่น ๓๐ เส้น ถึงเมืองทุ่งยั้ง เป็นเมืองเก่า มีกำแพงเชิงเทิน วัดมหาธาตุตั้งอยุ่จะกึ่งกลางกำแพงเมือง ได้แวะในที่นั้น พระวิหารหลวงยังคงรูปอยู่ตามเดิม มีเครื่องไม้สลักพอดีได้ เป็นของเก่าที่บานประตู องค์พระมหาธาตุนั้น สร้างขึ้นใหม่ รูปนั้นเป็นแว่นฟ้าสามชั้น แต่ไปเอาพระเจดีย์มอญมาตั้งขึ้นข้างบน ถ้าดูไม่นึกว่ากระไร ก็พอดูได้" ”
พระราชหัตถเลขา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ คราวเสด็จประพาสมณฑลฝ่ายเหนือ พุทธศักราช ๒๔๔๔

ทรงกล่าวถึงวัดพระฝางสวางคบุรีมุนีนาถ

“ "ที่ซึ่งตั้งวัดนั้นเป็นเนินสูงขึ้นไปหน่อย มีกำแพง ๔ ด้านอย่างเดียวกันกับพระมหาธาตุทุ่งยั้ง แต่มุมข้างหนึ่งย่อออกไปสำหรับพระอุโบสถ วัดข้างเหนือนี้ใช้พะระอุโบสถเล็ก แลพระวิหารหลวงใหญ่ พระอุโบสถที่กล่าวมาแล้วนั้น คือที่ไว้พระฝาง ซึ่งเชิญลงไปไว้วัดเบญจมบพิตร ฐานยังคงอยู่ที่นี่ เพราะฉะนั้นพระฝางจึงได้ขาดฐาน ฐานที่ทำขึ้นไปใช้ไปพลางเดี๋ยวนี้เลวกว่าของเดิมมากนัก" ”
พระราชหัตถเลขา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ คราวเสด็จประพาสมณฑลฝ่ายเหนือ พุทธศักราช ๒๔๔๔

สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์[แก้ไข]

สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ได้เสด็จเมืองอุตรดิตถ์ด้วยและได้ทรงนิพนธ์ไว้ตอนหนึ่งว่า

“ "...เวลาบ่าย ๓ โมง ขี่ม้าขึ้นไปตามถนนริมน้ำ ดูตลาดท่าอิฐ ซึ่งอยู่เหนืออุตรดิตถ์หน่อยหนึ่ง ที่แท้จริงอุตรดิตถ์ไม่มีคนมากเท่าท่าอิฐ แลท่าอิฐนั้นควรจะเป็นเมือง เมืองทั้งปวงในมณฑลพิษณุโลก เมืองไหนจะดีเท่าอุตรดิตถ์ไม่มี เป็นเมืองที่โคราช เป็นที่รวมทางที่มาแต่ที่ดอน คือ แพร่ น่าน เป็นต้น มาสู่อุตรดิตถ์เป็นท่าเป็นบ้านร้านตลาดหาได้จับบางแต่ตามลำน้ำเช่นเมืองอื่นไม่ คับคั่งแน่นหนาประดุจตลาดน้อยกรุงเทพฯ เวลานี้ที่ตลาดกำลังทำโรงร้านใหม่เพราะขยายถนน โรงร้านนั้นทำด้วยไม้เป็นสองชั้น… เมืองอุตรดิตถ์เป็นที่งอก แผ่นดินเป็นกพักสองชั้นอย่างเมือง พิไชยเกือบทุกแห่ง…" ”
สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ จดหมายระยะทางไปพิษณุโลก หน้า ๓๘ - ๓๙