สุวินัย ภรณวลัย

จาก วิกิคำคม
(เปลี่ยนทางจาก ดร.สุวินัย ภรณวลัย)
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

รองศาสตราจารย์ ดร. สุวินัย ภรณวลัย อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จบการศึกษาระดับปริญญาตรี โท และเอก จากมหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ในปี ค.ศ. 1984 ได้รับปริญญาเอก รอมบุนฮาคาเซะ จากมหาวิทยาลัยโฮเช ประเทศญี่ปุ่น

คำคม[แก้ไข]

  • คนรุ่นใหม่ประเภท​"อยู่ไม่เป็น" ในทางสังคมน่าจะหมายถึงมนุษย์สายพันธุ์หนึ่งที่มีตัวตนให้เราจับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรมในยุคนี้ มนุษย์สายพันธุ์นี้คือ หนุ่มสาวแบบแม่มณี-แม่มะนาวที่ปรากฏให้เห็นเยอะมาก​ในปัจจุบัน พวกเขาและพวกหล่อนจะมีบุคลิกแบบ​ narcissist (พวกหลงใหลในตัวเอง)​ หน่อยๆ​ คือมักจะเปลี่ยนรูปโฉมของตัวเองให้เป็นคนหน้าตาดี​แม้ต้องใช้ศัลยกรรมช่วยโดยไม่เสียดายเงินทองที่ใช้ไปเพื่อการนี้ พวกเขาและพวกหล่อนแต่งกายดี ดูแลร่างกายตนเองเป็นอย่างดีจากการใช้ผลิตภัณ​ฑ์เกี่ยวกับผิว​ นิยมแต่งกายด้วยสินค้าแบรนด์เนม​ ชอบซื้อสิ่งของวัตถุ​ราคาแพงๆ​ จากเงินที่ได้มาแบบไม่มีแหล่งที่มา​หรือไม่ทราบแหล่งที่มาชัดเจน ถ้ามีโอกาสได้ยินเสียงที่พวกเขาและพวกหล่อนสนทนา​กัน น่าจะพอรับรู้ได้ถึงกิริยามารยาทที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว​ บางคนเน้นการพูดจาหยาบคาย​เหมือนไม่แคร์​ใคร​ การอวดโชว์ความร่ำรวยของตัวเองคือการแสดงออกซึ่งตัวตน​ (self)​ ของพวกเขาและพวกหล่อน กลุ่มคนสายพันธุ์นี้ได้กลายเป็นไอดอลให้กับเยาวชนอีกหลายคนในแง่ความสำเร็จ​และไลฟ์สไตล์ เพราะพวกเขาคิดว่าตัวเองก็สามารถเป็นแบบนั้นได้​ เนื่องจากไม่ต้องเรียนสูง​ ไม่ต้องมีทักษะอะไรมาก​ แค่โปรโมทตัวเองเก่งทางโซเชียล​ เข้าร่วมเครือข่ายหรือลอกเลียนแบบวิธีทำมาหากินแบบนั้นของกลุ่มคนที่พวกเขาและพวกหล่อนยึดเป็นต้นแบบก็หาเงินได้แล้ว การกลัดกระดุมเม็ดแรกในการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ด้วยมิจฉาทิฐิ​ ​เห็นกงจักรเป็นดอกบัว​ เห็นความกลวงปลอมเป็นสารัตถะของชีวิต ตรงนี้จะยิ่งทำให้พวกเขาและพวกหล่อนละเลยการศึกษา​ การฝึกฝนตนเอง​​ และการเคี่ยวกรำพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องเพื่อฝึกสรรพวิชา พวกเขาและพวกหล่อนหมกมุ่นอยู่กับความเพ้อฝันถึงความร่ำรวย​ที่ได้มาง่ายๆ โดยไม่สนใจที่มา​หรือผลลัพธ์​จากความร่ำรวยแบบนั้นว่าจะนำไปสู่จุดจบที่เป็นหายนะของชีวิตในอนาคตอันใกล้อย่างไรบ้าง ในทางสังคมวิทยา​เราคงเรียกกลุ่มคนสายพันธุ์นี้ได้ว่า​เป็นคนประเภท​"อยู่ไม่เป็น" ทางสังคม ในทางการเมือง​ กลุ่มคนสายพันธุ์นี้จะถูกมอมเมาทางความคิดได้โดยง่ายให้กลายเป็นพวกซ้ายไร้เดียงสาที่สุดโต่ง​และชอบใช้​ hate speech (ประทุษวาจา) เพราะถูกจริตกับพื้นเพนิสัยของพวกเขาและพวกหล่อนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว วิถีของพวกเขาและพวกหล่อน​ คนสมัยก่อนเรียกว่า​ "วิถีจิ้งหรีด"(ซึ่งตรงข้ามกับวิถีมดงาน) หรือพวกสิ้นคิดที่มุ่งหวังเพียงเสพสุขเฉพาะหน้าโดยไม่คำนึงถึงหายนะหรือผลที่จะได้รับตามมา​ รวมถึงชีวิตอันยาวไกลที่เหลือหลังจากนั้นของตนเองว่าจะอเนจอนาถเช่นไรจะเห็นได้ว่า​ "อยู่เป็น" เป็นเรื่องของปัญญาชีวิตและวิชาชีวิต รวมทั้งภาวะผู้นำของผู้นั้น คนที่ "อยู่ไม่เป็น" จึงเป็นคนที่ขาดปัญญาชีวิตและวิชาชีวิต ในการนำพาชีวิตตนเองและผู้อื่นนั่นเอง
  • จิตใจใหม่ของผมเริ่มต้นครั้งแรกเมื่อวัย 24 เมื่อผมได้ตั้งปณิธานชีวิตว่าจะอุทิศตนในวิถีของนักรบแห่งธรรม ตามอาจารย์มิยาโมโต้ มูซาชิ ซึ่งเป็นอาจารย์ทางใจคนแรกของผม ก่อนหน้านั้นผมก็มีความทุกข์เหมือนชายหนุ่มทั่วไป แต่ความทุกข์ของผม เป็นความทุกข์เพราะความคิด แต่พอหลังจากผมเดินบนวิถีแบบนี้แล้ว ผมเริ่มรู้ทันความคิดของตัวเอง แล้วก็วิถีนำทางผมให้รู้ว่า ผมจะพัฒนาความคิดของผมให้สูงส่ง ดีงามและบริสุทธิ์ยิ่งขึ้นได้อย่างไร
  • ผมเริ่มมีความสุขกับการได้ช่วยเหลือคน อันนี้ มันเป็นจิตวิญญาณจอมยุทธ เพราะหากคุณสามารถสอนตัวเองในเชิงบวกและสร้างวิถีของตนเอง อันนี้ประเสริฐแล้ว เพราะชีวิตใหม่จิตวิญญาณใหม่มันก็มาจากตรงนี้
  • มันก็จะเป็นด้านมืด คือตอนนั้นก็ได้บทเรียน เลยปล่อยวางไม่อยากได้อะไรแล้ว มันชืดชา ทำให้มันเข้าถึงภาวะไร้ใจ ตอนนั้นคิดว่าจะเป็นเสรีชน ถ้าจะทำเพราะว่าเราอยากทำ จะไม่ทำ เพราะว่าใครมาเรียกร้อง ก็คือไม่มีอะไรติดค้างสังคมแล้ว เพราะสังคมกระทืบผม ทั้ง ๆ ที่มันไม่ใช่ผมก็เลยเป็นอิสระ แปลกดี งานกลับดีขึ้น มันไหลเหมือนไม่กดดัน เรารู้ว่าเราจะเหลืออะไรให้กับสังคม งานที่เขียนโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนมันมีพลังมาก (เน้นเสียง) ผมเข้าใจว่างานเขียนผมหลังกรณีอาจารย์กู้ พลังในเชิงบวกมันสูงมาก ถ้าใครมีสมาธิจดจ่อลองอ่านดู มันมีพลังสูงมันแค่ผ่านผมเท่านั้น
  • อย่าไปนั่งเลย มันควรเป็นดาบสุดท้ายของคนคนนั้น เป็นวิชาสุดท้ายของคนคนนั้น ถ้าไปหัดก่อน ถ้าคุณล้มเหลว คุณจะไม่กลับไปหามัน คือสมาธิภาวนาในฐานะที่เป็นวิถี เรื่องเทคนิคไม่ใช่เรื่องสำคัญ สำคัญที่ทัศนคติท่าที เพราะถ้าหากคุณยังไม่พร้อม แล้วไม่มีเสียงเพรียกจากภายใน อย่าไปหัด เพราะหัดไปคุณจะไม่ได้ จะล้มเหลวถ้าคุณยังอยากได้เงินก็ไปเอา ทำให้มันหนำใจ อยากได้อำนาจ อยากได้ชื่อเสียงก็ไปทำให้มันหนำใจ แต่ตอนนั้นคุณไม่ได้อยู่บนวิถีของสมาธิภาวนาชีวิตเรามันจะมีรอบ รอบหนึ่ง 12 ปี คือถ้าครั้งนี้คุณพลาด ล้มเหลว อย่างเร็วสุดก็ต้องอีก 12 ปี ถึงจะมีโอกาสลุ้นอีกที เหมือนกับหน้าต่างแห่งโอกาส เพราะถ้าเล่นแล้วมันไม่ได้ ถ้ามันล้มเหลว คุณก็กลายเป็นคนล้มเหลว เพราะฉะนั้นแล้ว สมาธิภาวนามันจะแนบแน่นกับสิ่งที่คุณอยากเป็น อยากทำอย่างนั้นจริง ๆ ถ้าคุณอยากรวย ทุ่มเทอันนั้น อันนั้นก็เป็นสมาธิภาวนาของคุณ แต่สิ่งสูงสุดของคุณมันคือเงิน อยากรวยมันก็ต้องใช้สมาธิ แต่มันเป็นโลกียะสมาธิ (หัวเราะ) ก็ต้องหาตัวเองว่าอะไรเป็นความปรารถนาสูงสุดในตอนนั้นในวัยนั้น แล้วต้องควรจะมาจากแรงปรารถนาที่บริสุทธิ์ หรือความสนใจที่บริสุทธิ์ อันนั้นจะเป็นสมาธิ พอโลกียะเต็มปั๊บ มันถึงจะถึงโลกุตระได้ มันข้ามไม่ได้หรอก ข้ามไม่ได้ เพราะนั่งมันก็หลอกตัวเอง หรือนั่งสมาธิเพื่อคลายเครียด อันนี้ก็คือมันเป็นการลบหลู่สมาธิ เอาสมาธิมารับใช้กิเลสซึ่งมันไม่ได้ เหมือนกับไก่ได้พลอย เพราะฉะนั้นแล้ว สมาธิภาวนาควรจะเป็นวิชาสุดท้าย เพราะไม่มีอะไรสูงสุดไปกว่านั้นแล้ว