ประยุทธ์ จันทร์โอชา/04.09.2014

จาก วิกิคำคม
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
“ เรียนท่านประธานคณะที่ปรึกษาคณะรักษาความสงบแห่งชาติท่านคณะกรรมการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติด้านต่าง ๆคณะกรรมการสรรหาระดับจังหวัดท่านปลัดกระทรวงผู้แทนหน่วยงานและสื่อมวลชนที่รักและเคารพทุกท่านวันนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่ค่อนข้างจะตื่นเต้นเพราะว่าอยู่ท่ามกลางผู้หลักผู้ใหญ่มากมาย ก็คิดอยู่เหมือนกันว่าจะพูดอะไรกันดี จะพูดสไตล์ของผมเองหรือว่าจะพูดให้เป็นทางการ ผมคิดว่าผมเปลี่ยนตัวเองไม่ได้มากนัก ก็คงพูดทำความเข้าใจพูดคุยกันแล้วกันนะครับ เพื่อจะได้เห็นว่าเรามีความตั้งใจมีความจริงใจแค่ไหนในการที่จะปฏิรูปกันในวันนี้นะครับ ผมถือวันนี้ผมอยู่ท่ามกลางท่านผู้มีเกียรติและท่ามกลางคนที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศไทย แล้วก็ดูแลในเรื่องของประชาธิปไตยไทยให้ไปสู่การเป็นประชาธิปไตยแบบสากล แต่สอดคล้องกับความเป็นไทยของพวกเรา ที่เป็นที่น่าภาคภูมิใจมาตั้งแต่โบราณกาลในอดีตที่ผ่านมาจากการรายงานของท่านเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งนั้น ผมถือว่าเป็นสิ่งที่เป็นความสำเร็จของพวกเราทุกคน และเป็นที่น่ายินดีที่มีคนสมัครเข้ารับการคัดสรรเป็นจำนวนมาก อันนี้ต้องขอขอบคุณไว้ด้วยนะครับ ทั้งส่วนของการจัดเตรียมการเรื่องของการสมัครสมาชิกสภาปฏิรูปฯ การเตรียมการด้านต่าง ๆ ตั้งแต่ระยะที่ 1 เป็นต้นมาในช่วงที่มีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีการจัดตั้งสำนักงานปฏิรูปของ คสช. มาโดยตลอด รับผิดชอบโดยสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม และเหล่าทัพต่าง ๆ วันนี้จะเห็นได้ว่าเรากำลังเดินเข้าสู่โรดแม็ปในระยะที่ 2 คือการมีรัฐบาล มีคณะรัฐมนตรี ขณะนี้ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมทรงแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีแล้ว คงเหลือเฉพาะในเรื่องของการถวายสัตย์ฯ เรื่องนี้ก็ไม่ต้องไปกังวลนะครับ เรื่องการถวายสัตย์ฯ ผมถือว่าเป็นพระราชอำนาจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งขณะนี้เราก็ได้มีการทำงานร่วมกันอยู่แล้วในแต่ละกระทรวง เพราะว่าที่ผ่านมานั้นระยะที่ 1 เราได้บริหารราชการแผ่นดินโดย คสช. มีการจัดตั้งคณะทำงานทั้งหมด 5 คณะด้วยกันในการที่จะดูแลการบริหารราชการในแต่ละกลุ่มงาน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มความมั่นคง กลุ่มเศรษฐกิจการคลัง กลุ่มสังคมจิตวิทยา กลุ่มกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม กลุ่มหน่วยขึ้นตรงกับ คสช. และฝ่ายกิจการพิเศษ ทั้งหมดเป็นการทำงานในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งใช้ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินปกติเป็นส่วนใหญ่นะครับ บางอย่างก็ต้องการความเร่งด่วนในการขับเคลื่อน ก็ใช้อำนาจของ คสช. ที่มีอยู่ อยากจะเรียนทุกคนให้สบายใจครับว่าเราไม่ได้มุ่งหวังที่จะมีอำนาจใด ๆ ทั้งสิ้น เรามุ่งหวังว่าทำอย่างไรประเทศไทยจะเกิดการเปลี่ยนแปลง วันนี้อาจจะมีแต่งเครื่องแบบมา บางคนบอกวันนี้ไม่ควรแต่งเครื่องแบบ ไม่รู้จะทำอย่างไรเพราะผมยังไม่เกษียณ ใครเห็นว่าผมไม่เหมาะสมก็ว่ามาแล้วกันวันนี้จำเป็นต้องมาพูดเพราะยังถือว่าวันนี้เป็นการบริหารราชการในขณะที่มี คสช. อยู่ เพราะว่าการถวายสัตย์ฯ ยังไม่เรียบร้อยนะครับ สิ่งที่พวกเราทุกคนจะต้องกระทำคือว่าถวายพระพรให้พรองค์ท่านทรงแข็งแรง และอยู่เป็นมิ่งขวัญพวกเราได้อย่างยาวนาน เพราะว่าช่วงนี้พระองค์ท่านทรงมีพระชนมายุมากแล้ว เพราะฉะนั้นเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนที่ต้องทำเพื่อแผ่นดินแห่งพระมหากษัตริย์แผ่นดินนี้ ขึ้นมาให้ทัดเทียมอาณารยประเทศให้ได้นะครับวันนี้อย่างที่เรียนไปแล้วเราอยู่ในระยะที่ 2 ทำให้บ้านเมืองเกิดความเรียบร้อย เราจะมาสร้างประวัติศาสตร์กัน ซึ่งการปฏิรูปประเทศไทยนั้นไม่เคยเกิดขึ้นมาได้โดยสมบูรณ์สักทีหนึ่ง เพราะฉะนั้นครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นการเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ วันนี้ถือว่าเป็นวันเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ ทุกวันที่ผ่านมาตั้งแต่ 22 พฤษภาคม เป็นประวัติศาสตร์ทั้งสิ้น ว่าเราจะทำอะไรให้กับแผ่นดินนี้ ที่ผ่านมานั้นทุกกระทรวง ทบวง กรม ก็ได้มีการทำงานด้วยดีเสมอมา เพื่อเตรียมการไปสู่การปรองดองสมานฉันท์ และการเตรียมการปฏิรูปในระยะนี้ ช่วงที่ผ่านมา 3-4 เดือนที่ผ่านมาบ้านเมืองก็สงบเรียบร้อยมากขึ้น อย่างไรก็ตามเราทุกคนคงทราบดีว่าเราก็คงต้องดำเนินการทางกฎหมายให้ต่อเนื่อง เพื่อจะรักษาสถานภาพขณะนี้ให้ได้ ซึ่งขณะนี้ทุกคนทุกฝ่าย ประชาชนก็พอใจ ในการที่บ้านเมืองมีระเบียบวินัยขึ้น มีความสงบขึ้น แน่นอนก็ต้องมีการกระทบกระเทือนบางส่วนบางฝ่ายบ้าง ซึ่งเราก็จะต้องดูแลเขาต่อไป อันนี้คงเป็นหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีใหม่ที่ต้องดำเนินการต่อไปให้เป็นรูปธรรมแล้วก็ยั่งยืนขึ้น ไม่ใช่ว่าทำไปแล้วปรับไปแล้ว แล้วปรากฏว่าเราก็ไม่ได้ไปดูแลคนยากจน ไม่ได้ไปดูแลคนมีรายได้น้อย เพราะฉะนั้นเราต้องเอาปัญหาทั้งหมดที่เราเร่งดำเนินการเป็นการเร่งด่วน มาปรับแก้ในระยะที่ 2 นี้ให้ได้ว่าจะดูแลกันอย่างไร แต่ก็อยากให้บ้านเมืองมีความสงบเรียบร้อยมากขึ้น ไม่เป็นอย่างในอดีตที่ผ่านมาวันนี้เราได้ทำงานมาตามแผนงาน ตามโรดแม็ปทั้งหมดที่เราได้วางไว้ ซึ่งจริง ๆ แล้วผมได้กำหนดมาตั้งแต่ 22 พฤษภาคม 2557 เป็นต้นมาก็นั่งคิดจะทำอะไรต่อไป ๆ ก็ปรึกษาที่ปรึกษาบ้าง ปรึกษาผู้หลักผู้ใหญ่บ้างทั้งในคณะที่ปรึกษา นอกคณะที่ปรึกษา อย่างที่ผมกราบเรียนแล้วว่าการทำงานวันนี้มีหลายคณะมาก คณะที่ปรึกษาทางการ ไม่เป็นทางการ เอกสาร สิ่งพิมพ์ โฆษณา ผมอ่านหมด อ่านแล้วก็ปวดหัวเหมือนกัน เพราะว่าคนละทางสองทาง เราจะทำให้ทุกอย่างเข้าไปอยู่ในกรอบ ว่าทำอย่างไรถึงจะแก้ปัญหาได้ โดยไม่มีการชี้นำนะครับ เพราะฉะนั้นในขณะนี้กำลังก้าวเข้าสู่การจัดตั้งสภาปฏิรูป ซึ่งก็เป็นไปตามระยะเวลาที่ท่านเลขาฯ ได้กรุณาพูดเมื่อสักครู่นี้ ขอขอบคุณสื่อมวลชนทุกแขนงที่ได้ช่วยกันเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข่าวสารกรมประชาสัมพันธ์ ทำให้การสมัครเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปฯ เป็นไปได้ด้วยดี แต่ผมคิดว่าน่าจะ 8,000-9,000 ถ้ารวมกันหมดแล้วเมื่อสักครู่จากที่ได้รับรายงาน คราวนี้เป็นปัญหาสำหรับพวกเราแล้วว่าแล้วจะคัดคนอย่างไรใน 8,000-9,000 คนให้เข้ามามาอยู่เหลือ 250 คน ท่ามกลางความสนใจ ท่ามกลางความกดดันต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นวันนี้มีทั้งผู้ทรงคุณวุฒิ มีทั้งผู้ได้รับผลกระทบ หรือมีส่วนร่วมในการขัดแย้ง หรือผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับการปฏิรูป ก็จะเข้าสมัครมาทั้งหมด เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ก็อยากให้ทุกคนได้พิจารณาให้เป็นธรรม ว่าทำอย่างไรจะปฏิรูปได้โดยไม่มีความขัดแย้งต่อไป วันนี้ยอดทราบแล้ว และยอดต่าง ๆ ที่แตกต่างกัน บางคณะก็มี 200 กว่าคน บางคณะก็ 600 กว่า 700 กว่า อันนี้เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึง สิ่งแรกที่ผมอยากให้มาพิจารณาก็คือยอดคนที่เข้ามา แตกต่างกันในแต่ละฝ่ายแต่ละกลุ่มทั้ง 11 กลุ่ม จะเห็นได้ว่าประชาชนให้ความสนใจกลุ่มใดมากกว่า แสดงว่าเรื่องนั้นคือปัญหาสำคัญที่เราจะต้องดำเนินการให้ได้โดยเร็วเพราะฉะนั้นจากทั้งหมดของส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ทั้ง 76 และบวกกรุงเทพฯ อีก 77 และยังรวมทางไปรษณีย์อีกเป็นจำนวนมาก เพราะฉะนั้นผมว่าเป็นงานที่ยากในการที่จะคัดคนเหล่านี้เข้ามาให้เหมาะสม อย่างไรก็ตามผมก็จะหาโอกาสที่จะทำให้ผู้ที่ไม่ได้รับการคัดเลือกนั้นจะร่วมมือกับเราได้อย่างไร จำเป็นต้องเอาเขาเข้ามาด้วย ในการคัดสรรในขณะนี้ผมว่าจากวันนี้เป็นต้นไป เราก็คงจะนำมาพิจารณาและนำเสนอให้ คสช. ได้พิจารณาอีกครั้งโดยเร็ว สำหรับในส่วนตรงนี้ก็มีคณะกรรมการคัดสรร ท่านคงทราบดีอยู่แล้วทั้ง 11 คณะ คณะ 11 นั้นมีอื่น ๆ อีกมาก บางคนบอกว่าครบหรือไม่ครบ ผมก็บอกแล้วว่าเรื่องอะไรต่าง ๆ ก็ตามที่มีความสำคัญ นั่นคือประเด็นหลัก 11 เรื่อง ในส่วนอื่น ๆ ที่มีความสำคัญท่านก็ใส่เป็นหัวข้อย่อยใน 11 เรื่องไป ใน 11 เรื่องทุกอันจะเกี่ยวข้องเรื่องอะไร ทุจริตคอรัปชั่นท่านก็ใส่ไปในหัวข้อย่อยของแต่ละ 11 เรื่องเข้าไปด้วย ว่าท่านจะทำอย่างไรให้กระบวนการเหล่านั้น ในการปฏิรูปในการจะเดินหน้าของประเทศต่อไป จะทำอย่างไรไม่ให้เกิดการทุจริต ให้เกิดความโปร่งใสในการบริหารราชการ ทั้งในส่วนของการเมือง ในส่วนของข้าราชการ ในส่วนของผู้ประกอบการอะไรแล้วก็แต่ที่เกี่ยวข้อง Stakeholder (ผู้มีส่วนได้เสีย) ทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้นก็ขอให้ดำเนินการให้ดี วันนี้เราคัดเลือกมา คงใช้เวลา มีเวลาจำกัด เพราะฉะนั้นต้องดำเนินการด้วยความละเอียดถี่ถ้วนในส่วนของผู้สมัครในแต่ละด้าน เราจะถูกคัดเลือกโดยการเข้ามาคัดสรรเหลือด้านละ 50 คนโดยประมาณ 50 คน 11 คณะก็ 550 จากนั้น คสช. จำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการของ คสช. เพื่อจะคัดเลือก 550 ให้เหลือ 173 บวกกับ 77 จังหวัด กรุงเทพมหานครด้วย ก็จะเป็น 250 เพราะฉะนั้นจะมีอีก 2 ขั้นตอน ขั้นตอนของท่านคัดสรรมา ขั้นตอนที่ 2 คือ คสช. ตั้งคณะกรรมการไว้แล้ว เพราะส่วนใหญ่ก็เป็น คสช. ที่ทำงานด้วยกันมาโดยตลอด ไม่ต้องห่วงนะครับว่าจะไปล็อกสเป็ก ไม่รู้จักใครสักคน ผมถือว่าเป็นโอกาสที่ให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมในการทำงาน เพราะฉะนั้นก็ขอฝากคณะกรรมการสรรหาแต่ละด้าน และของ คสช. ด้วยนะครับ ได้กรุณาคัดเลือกด้วยความละเอียด รอบคอบ โปร่งใส เป็นธรรม เพื่อให้บุคคลที่มีคุณภาพ มีความมุ่งมั่นและเสียสละอย่างแท้จริงที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปฯ เพราะถือว่าเป็นบุคคลที่จะต้องทุ่มเท เสียสละ และทำงานเพื่อให้ประเทศไทยของเรามีการปฏิรูปที่บรรลุผลสัมฤทธิ์โดยสมบูรณ์ เพื่อเป็นอนาคต เป็นประเทศที่มีประชาธิปไตยที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของคนไทย สังคมไทย แล้วก็จะปฏิรูปประเทศไทยด้านต่าง ๆ ให้มีความเจริญก้าวหน้า ประชาชนมีความผาสุกอย่างยั่งยืนครับการมีส่วนร่วมและการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่นอกเหนือจากสภาปฏิรูปฯ นั้น ทาง คสช. ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง ได้มีกำหนดนโยบายให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ในช่วงระยะที่ 1 เรามีสำนักงานปฏิรูป ซึ่งก็มีการถกแถลงพูดคุย มีการประชุมเป็นหลายร้อยครั้ง ทั้งหมดได้สรุปมาแล้วอยู่ในหนังสือเล่มนี้ที่ผมให้ทางนั้นเขาสรุปมา นี่คือไม่ใช่ว่าเป็นชี้นำ ไม่ใช่ อย่างน้อยก็ได้เห็นว่าเขาคุยกันมาบ้างแล้วในการปฏิรูประยะที่ 1 อันนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นเอง ซึ่งจะเป็นแนวทางในการที่ท่านจะไปคิดต่อ หรือคิดใหม่อะไรก็แล้วแต่ ได้ทั้งนั้น ไม่ได้ไปตีกรอบอะไรให้ท่านเลย เดี๋ยวผมจะมอบให้กับในส่วนของที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อจะไปดู ทั้งหมดมี 11 เล่ม จริง ๆ เยอะมากเพราะคุยกันหลายคณะมาก ใช้เวลาในการคุยประมาณ 3 เดือนเศษ ๆ ทุกคนก็ได้ผ่อนคลาย ทุกคนก็ได้มาพูดคุย นี่คือสิ่งที่เราทำให้เกิดการปรองดองสมานฉันท์ไปอีกทางหนึ่งด้วย ให้คนได้มีโอกาสมาระบาย มาพบกัน ไม่เครียด เสร็จแล้วเราก็สรุปออกมา อันนี้เป็นระยะที่ 1 หลายคนก็มาสมัครด้วยในการเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปฯ ท่านก็ไปดูกันเอาเองนะครับว่าใครมีความคิดเห็นเป็นอย่างไร ผมต้องการความคิดเห็นที่หลากหลายนะครับ ขณะนี้เราได้เตรียมการแล้ว และจะรวบรวมส่งข้อมูลให้กับเลขาธิการรัฐสภา เพื่อจะไปแจกจ่ายหรืออะไรก็แล้วแต่ เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิรูปต่อไปในอนาคตพื้นที่ส่วนกลางขณะนี้ผมอยากให้มีการรับฟังความคิดเห็น เมื่อเราตั้งสภาปฏิรูปฯ ไปแล้วทำอย่างไรคนที่ไม่ได้รับการคัดเลือกอย่างน้อยก็ใน 550 คัดมาเหลือ 250 อีกเท่าไร 300 ใช่ไหมที่ไม่ได้ จะทำอย่างไร ก็ต้องไปหาช่องทางให้เขาสามารถจะส่งต่อกลับมาได้เพิ่มเติมอีก อันนี้ต้องเห็นใจเขา เขาอยากจะมีส่วนร่วม แม้กระทั่งในส่วนของ 300 ที่ผมว่าก็ไปเชื่อมต่ออีก 7,000-8,000 ที่ว่า จะเชื่อมกันไปอย่างไร เพราะทุกคนมีช่องทางของท่านอยู่แล้วแต่ละจังหวัดแต่ละส่วน ภาคกลางก็มี ท่านก็ไปจับกลุ่มของท่าน หามา แล้วใส่เข้าไปในสภาปฏิรูปฯ เพราะฉะนั้นในช่วงที่ 2 นี้นอกจากสภาปฏิรูปฯ แล้วผมก็จะให้ทำงานคู่ขนานไปด้วยคือ สำนักงานของสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมก็จะรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ที่มีคนส่งมาให้ ก็จะส่งให้ท่านเลขาธิการรัฐสภา เพื่อจะให้สภาปฏิรูปฯ เข้าไปพิจารณาเพิ่มเติม ถ้ามันตรงกันอยู่แล้วก็จบ ถ้าไม่ตรงก็ใส่เข้าไปเพื่อจะได้ครอบคลุมทุกเป้าหมายที่เราต้องการในส่วนของภูมิภาคนั้นก็ให้ กอ.รมน. รับผิดชอบในภาพรวม มี กอ.รมน. ภาค กอ.รมน. จังหวัด ศูนย์ดำรงธรรม เป็นผู้ปฏิบัติ เพื่อจะรวบรวมความคิดเห็นอีกทางหนึ่งขึ้นมาคู่ขนานไปกับสภาปฏิรูปฯ อันนี้ไม่ทราบว่ามีใครเห็นว่าสมควรหรือไม่สมควรไหมครับ ผมคงไม่ถามใครมีปัญหาหรือเปล่าอีก เดี๋ยวมีปัญหา ถามว่าเห็นด้วยก็ไม่ได้ พูดยาก เพราะฉะนั้นก็รวบรวมมาแล้วกัน สิ่งที่เราต้องเข้าใจตรงกัน ผมไม่ใช่นักวิชาการ แต่ผมพูดโดยข้อเท็จจริงที่ผมประสบมากับพี่ ๆ เพื่อน ๆ น้อง ๆ ประชาชนที่รับฟัง คุยกัน เพราะฉะนั้นเราต้องเข้าใจให้ตรงกันว่าการปฏิรูปก็คือการที่เราจะก้าวหน้าประเทศไทยไปอย่างไร และจะต้องว่าด้วยการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลง มีสองอย่างคือปรับปรุงสิ่งที่ยังบกพร่องอยู่ ให้ดีขึ้นไม่ให้เกิดปัญหาเกิดขึ้นในอนาคต เรียกว่าปรับปรุง ถ้าเปลี่ยนแปลงเพราะบางอย่างไม่เคยทำก็อาจจะต้องทำใหม่ เพราะฉะนั้นต้องให้ครอบคลุม เรื่องการแก้ไขต่าง ๆ นั้นเป็นเรื่องของระเบียบบริหารราชการปกติทำได้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นกฎหมาย กฎกระทรวงอะไรต่าง ๆ ทำได้อยู่แล้วนั่นตามกลไกปกติ ที่เราจะทำนี้แยกออกมาให้ออกว่าอันไหนเราจะปรับปรุงให้ไม่มีปัญหาในอนาคต อันไหนจะเปลี่ยนแปลงซึ่งเราไม่เคยมี ก็ให้มี เราต้องการที่จะสร้างประวัติศาสตร์ให้ได้เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยากให้แนวทางไว้อันแรกคือ และมีงานมากมาย ทั้ง 11 เรื่องแตกลูกแตกหลานไปอีกเป็นร้อยเรื่อง ถ้าท่านเอาร้อยเรื่องมาทำปฏิรูปจะทำไม่ได้แน่นอน เวลาด้วยอะไรด้วย เวลาที่มีอยู่ หรือความเปลี่ยนแปลงของสภาวการณ์สถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลงไป วันนี้มีการรบ มีการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศต่าง ๆ ทั้งโลก สถานการณ์ด้านการเมือง การเศรษฐกิจ วันนี้บีบรัดเข้ามา เพราะฉะนั้นเราต้องกำหนดให้ชัดเจนว่า สิ่งที่ผมอยากเน้นคือ 3-4 คำ อันแรกคือจัดระเบียบของเรื่องที่จะต้องปฏิรูปให้ได้ ก็คือใช้คำว่าจะทำอะไรก่อน ในแต่ละเรื่องของท่าน 11 เรื่อง และอีกร้อยเรื่อง ในแต่ละเรื่องอะไรต้องทำก่อน แล้วก็ทำทันที ทำก่อนทำทันที แล้วก็ต้องมีผลสัมฤทธิ์เกิดขึ้นมาโดยทันทีเหมือนกัน แล้วอะไรที่จะต้องส่งต่อไปเพื่อให้เกิดความยั่งยืนนั้นอีกอันหนึ่ง เพราะฉะนั้นท่านไปจัดลำดับให้ได้นะครับ ทำก่อนก็คือทำก่อนในเรื่องนั้น เช่น เรื่องการปฏิรูปการศึกษา มีเรื่องมากมาย จนกระทั่งสุดท้ายจะทำอย่างไรกับกระทรวงศึกษาธิการ ที่จะปรับโครงสร้างปรับอะไรก็แล้วแต่นั้นยาว อะไรต้องทำก่อน เช่น หลักสูตร ควรทำก่อนไหม การบูรณาการร่วมกัน การเกื้อกูลซึ่งกันและกัน อะไรต่ออะไร เพื่อให้เกิดผลผลิตออกมาเพื่อให้ตรงกับความต้องการของประเทศ และความต้องการในการแข่งขันกับนานาชาติเขาทำนองนี้ นี่คือเรื่องการศึกษา ยกตัวอย่างง่าย ๆ เรื่องการเมืองท่านก็ต้องเตรียมว่า ถ้ามีการเลือกตั้งจะทำอย่างไรต่อไปใช่ไหม แต่เรื่องอื่น ๆ ท่านก็ไปทำระยะที่ 2 ที่ 3 ก็ว่าไป เพราะฉะนั้นกำหนดให้ได้ว่าอะไรทำก่อน นี่คือหลักการของ 11 หัวข้อ คำว่าทำก่อนคือไม่ใช่ทำเรื่องนี้ก่อนเรื่องนั้นหลัง ไม่ใช่ ทุกเรื่องอะไรทำก่อน แล้วก็ทำทันทีเลยนะ ทำทันที ทำทันทีก็คือต้องให้ฝ่ายบริหารทราบ หรือตรงไหนต้องเข้าสภานิติบัญญัติฯ เลยก็ว่าไป ให้มีผลสัมฤทธิ์เกิดขึ้นภายในระยะเวลา 1 ปีที่เรากะว่าเราจะตั้งไว้ เหลือประมาณ 10 เดือน แล้วที่เหลือจะทำอย่างไรให้เกิดความยั่งยืนต่อไป ก็ต้องมีการทำอย่างไรให้สามารถทำต่อได้ พูดง่าย ๆ ไม่ใช่ว่าวันหน้าก็เปลี่ยนอีก เป็นไปไม่ได้ ก็ปฏิรูปไม่ได้อยู่ดีวันนี้หลายคนบอกว่าการปฏิรูปครั้งนี้ ควรจะให้รัฐบาลเลือกตั้งเป็นคนทำ ผมถามว่าทำได้ไหม ท่านต้องอธิบายให้เขา ที่ผ่านมาก็คิดจะทำกันมาตลอด ไม่ว่าจะตอนไหนก็แล้วแต่ ทำก่อนทำหลังทำหน้า พอเราจัดให้ทำบอกว่าไม่เป็นธรรรม อย่างนี้ไม่เป็นธรรมกับผมนะ การจัดทำผลสำรวจ ทำก่อน ทำจริง มีผลสัมฤทธิ์โดยมีตัวชี้วัด ตัวชี้วัดวันนี้ KPI ที่เขียนมาทั้งหมดทุกกระทรวงผมเห็นว่าส่วนใหญ่จะเป็นเอาไว้จัด เขาเรียกว่าอะไร เอาไว้ให้คะแนนบุคคล วันนี้ไม่ได้ ผมอยากให้ตัวชี้วัดผมบอกให้แนวทางไว้แล้ว ผมไม่ทราบหลักการจะผิดหรือถูกอย่างไร ตัวชี้วัดต้องเป็นตัวชี้วัดเรื่องผลสัมฤทธิ์ของทุกกระทรวง ของทุกหน่วยงานเป็นอย่างนั้น ไม่ใช่เอามาเพื่อประเมินตัวบุคคล อันนั้นก็คนละเรื่อง อันนั้นเพื่อไปดูเรื่องความก้าวหน้าของบุคคลในหน้าที่อาชีพอะไรก็ว่าไป แต่ผลสัมฤทธิ์ของแต่ละหน่วยงานต้องเป็น KPI ไม่กี่ตัวหรอก 4-5 ตัว พอแล้ว ไม่ใช่เป็น 100 ตัว 100 ตัวก็ขีดไปเรื่อย ไม่ได้ แล้วออกมาดีหมด ไม่ได้ ต่อไปนี้ คสช. จะกำหนด KPI ด้วย เพราะว่าเราทำงานคู่กันอยู่แล้ว เพื่อจะทำให้รัฐบาลนั้นสามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืนในส่วนของการรับฟังคิดเห็นนั้น ผมพูดไปแล้ว ช่องทางมีอยู่ที่เรียนไปแล้ว การจัดตั้งคณะอนุกรรมการต่าง ๆ ในสภาปฏิรูปเป็นเรื่องของสภาว่ากันไป ว่าจะแยกย่อยไปศึกษาอะไรต่าง ๆ มากันอย่างไร เพราะมีทั้ง 11 เรื่อง 11 เรื่องแตกแต่ละเรื่องก็เป็น 10 เรื่อง ก็คงจะต้องแบ่งกันไปศึกษาหารือกันมา แต่ทั้งหมดไม่ใช่ว่าแต่ละกลุ่มเสนอเข้ามาแล้ว แล้วประธานสภาฯ สั่งตูม ไม่ใช่ ต้องมาพิจารณาร่วมกันในสภาปฏิรูปให้ทั้งหมดเห็นชอบร่วมกันในเรื่องนี้นะ เรื่องที่ 1 เรื่องที่ 2 เรื่องที่ 3 เรื่องที่ 4 อะไรทำก่อนขึ้นมาก่อน จะได้ส่งต่อให้เขามีผลผลิตออกมาให้ได้ในส่วนของสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม หรือสำนักงานของ คสช. ก็จัดคณะที่ปรึกษาไว้พร้อมที่จะให้รายละเอียด พร้อมที่จะเพิ่มเติม พร้อมที่จะตอบข้อซักถาม เท่าที่คุยมาแล้ว ถ้ามีข้อสงสัยอะไรต่าง ๆ สำนักงานปลัดกระทรวงโหมก็จะเตรียมการตรงนี้ไว้ให้ท่าน อันนี้ก็ไปดูข้อกฎหมายทำอย่างไร ใครไปนั่งเป็นที่ปรึกษาได้ไหม กฎอัยการฯ ได้หรือเปล่า ถ้ากฎหมายไม่ให้ ก็ตั้งเป็นศูนย์บริการอำนวยความสะดวก แล้วท่านก็มารับเอกสารขอเรื่องนี้เรื่องนั้น เขาจะเป็นคนเหมือนช่วยท่าน ช่วยสภาปฏิรูปฯ ท่านทำเองได้ก็ทำไป ถ้าต้องการก็ขอมา เพราะฉะนั้นสมาชิกทุกคนที่คัดมาต้องมาจากทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย อย่าไปมีปัญหาอื่น เราบอกแล้วว่า ในที่เราออกระเบียบหรืออกคำสั่ง หรือออกกฎหมายไปแล้วนั้น จะเห็นว่าข้อกำหนดข้อห้ามมีน้อยมาก น้อยมากเพราะเราต้องการให้คนทุกกลุ่มทุกฝ่ายเข้ามา คงไม่ใช่นักวิชาการอย่างเดียว คงไม่ใช่ข้าราชการหรืออะไรต่าง ๆ แต่เพียงอย่างเดียว ต้องมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามาจากแต่ละกลุ่มด้วย เขาจะได้ยอมรับว่าสิ่งที่ทำนี้ตรงกับความต้องการของเขา ไม่ขัดแย้งกันแล้วทำให้เดินหน้าไปได้ ต้องเข้าใจว่าอะไรจะทำก่อน อะไรจะทำกลาง ทำหลัง เพราะคนเหล่านี้จะต้องไปประชาสัมพันธ์ให้เราด้วยว่าเราเดินกันไปถึงไหนแล้ว ประเทศชาติจะเดินกันไปอย่างไร เพราะฉะนั้นต้องพิจารณาให้ครบในแต่ละกลุ่มผมได้รับข้อห่วงใยมากมายทั้งในส่วนราชการ ในส่วนกองทัพ ส่วนประชาชนทุกภาคส่วน ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องของความเป็นธรรมและเรื่องการร้องเรียนอะไรต่าง ๆ เข้ามาในเรื่องของการคัดสรร ซึ่งผมเรียนว่าผมคิดว่าทุกคนรู้หน้าที่ทุกคน กรรมการคัดสรรท่านก็เป็นผู้มีเกียรติ ในส่วนของข้าราชการต่าง ๆ ก็เป็นผู้มีเกียรติ ประชาชนทุกคนก็เป็นผู้มีเกียรติ ถ้าเราไม่ให้เกียรติซึ่งกันและกันเราจะไปให้ใคร จะยกไปให้เกียรติคนอื่นหรือ ให้เกียรติประเทศอื่นที่เขาอย่างโน้นอย่างนี้บ้างอะไรบ้าง เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ไม่ใช่ ประเด็นของเราคือเราต้องทำให้คนเหล่านั้นยอมรับว่าเราทำหน้าที่เพื่อแผ่นดินนี้จริง ๆ ผมบอกแล้วว่าบางคนเขาบอกว่า คนดี คนดี ชอบประชดหาว่าผมเป็นคนดี คนอื่นไม่ดีหมด ไม่ใช่ การที่คนจะดีหรือไม่ดีไม่ใช่ตัวเองเป็นคนกำหนด ต้องให้สังคมให้คนอื่นเขาเป็นคนบอก เขาเป็นคนพูด เราพูดเองไม่ได้ ผมไม่ได้เคยพูดว่าผมเป็นคนดี ผมพูดถึงว่าผมตั้งใจจะทำความดีเพื่อแก้ปัญหาชาติบ้านเมืองให้ได้ นั่นคือสิ่งที่ผมตัดสินใจมาตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม แต่ผู้เดียว ไม่มีใครมาชี้นำ ไม่มีใครมากดดันผมทั้งสิ้น ผมถือว่าเป็นหน้าที่ของผมที่ต้องทำเท่านั้น และมีทุกคนมาช่วยกัน มีประชาชนทุกคนมาช่วยกัน เพราะฉะนั้นถ้าใครคิดว่าไม่อยากให้เกิดขึ้น ไม่อยากให้บ้านเมืองสงบ ท่านก็ไปดูแล้วกันว่าพวกไหนหรือพวกใครก็แล้วแต่ผมไม่กล่าวถึงใคร แต่ถ้าทำให้บ้านเมืองปั่นป่วนขึ้นมาอีกที เราก็คงยอมไม่ได้อีกอยู่เหมือนเดิม เพราะฉะนั้นอันนี้ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ เป็นสิ่งที่เป็นเจตนารมณ์ของเรา เพราะเราไม่ต้องการเห็นความขัดแย้งอีกต่อไปในบ้านนี้เมืองนี้แผ่นดินนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรื่องสถาบันจะถูกละเมิดมิได้ ซึ่งอันนี้เป็นสิ่งที่อ่อนไหวเหมือนกัน เราก็พยายามมาทุกวิถีทาง ไม่ใช่มาทำวันนี้ ที่ผ่านมาเราก็ใช้กฎหมายใช้อะไรมาโดยตลอด แต่ก็เรื่องนี้บางเรื่องใช้กฎหมายมากไปก็ไม่ได้ ซึ่งอันนี้ต้องระมัดระวัง ขอให้ระมัดระวังในเรื่องของการดำเนินการ เรื่องใดที่มีผลกระทบไปถึงสถาบัน เรื่องใดที่มีผลกระทบถึงหน่วยงานอะไรเหล่านี้ ผมคิดว่าต้องลดความขัดแย้งตรงนี้ไปให้ได้ ผมคิดว่าขณะนี้ข้าราชการทุกกระทรวงมีรอยยิ้มมากขึ้น ผมเห็นขยันขันแข็งเอาหัวชนกัน นั่งทำงบประมาณ นั่งทำแผนงานร่วมกัน อะไรร่วมกัน แล้วก็ได้มีโอกาสพูดได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็น ผมถือว่านี่เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลง ”