ประยุทธ์ จันทร์โอชา/21.09.2017

จาก วิกิคำคม
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

สุนทรพจน์[แก้ไข]

วันนี้รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติที่ได้มาเป็นประธานในพิธีเปิดงาน Digital Thailand Big Bang 2017 ซึ่งเป็นงานสำคัญของประเทศไทยในปีนี้ เมื่อสักครู่ท่านรัฐมนตรีฯ ก็กล่าวไปแล้วในความเป็นมา เรื่องของการเจริญเติบโตทางดิจิทัลซึ่งมีมายาวนานตั้งแต่ 1946 พัฒนามาถึงวันนี้ นี่คือประวัติศาสตร์ เพราะฉะนั้นทุกคนโดยเฉพาะคนไทยต้องเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของดิจิทัลเราด้วย จะได้รู้ความเป็นมาว่ายากลำบากแค่ไหนกว่าจะถึงวันนี้ เราจะใช้เวลาวันนี้ Speed up ให้เร็วขึ้นได้อย่างไร สิ่งแรกที่ผมฝากไว้คือ Speed of Trust ในเมื่อวันนี้เราพูดถึง Speed of Digital แล้ว ก็ต้อง Speed of Trust การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันเพื่อให้เกิดความมั่นคง ปลอดภัย เชื่อมั่น ด้วยการที่จะเดินหน้าไปสู่การใช้ดิจิทัลให้เกิดประโยชน์สูงสุดในวันนี้และอนาคต เมื่อโลกเปลี่ยน เราก็ต้องปรับ คนสำคัญที่สุด คนต้องปรับไปด้วย นายกรัฐมนตรีก็ต้องปรับก็ต้องเปลี่ยน ถ้าทุกคนคาดหวังอะไรก็ตาม ถ้าเราไม่ปรับตัวเองไม่เปลี่ยนตัวเอง เราไปไม่ได้หรอก ไปสู่วิสัยทัศน์ของชาติไม่ได้ คือความมั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืน

สำหรับการแสดงในวันนี้ก็เน้นในเรื่องของการแสดงศักยภาพทางดิจิทัล และนวัตกรรม เทคโนโลยีที่ทันสมัยแห่งโลกอนาคตของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมกับทำให้สอดรับกับระบบเศรษฐกิจดิจิทัลในปัจจุบัน เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยอย่างยั่งยืน และเชื่อมโยงกับโลกภายนอกด้วย และเพื่อนบ้านเรา อาเซียนของเรา และประชาคมโลกอื่น ๆ อย่างที่เห็นภาพเมื่อสักครู่นี้แล้ว เราจะต้องเจริญเติบโตไปด้วยกัน

ปัจจุบันเทคโนโลยีดิจิทัลมีบทบาทกับมนุษย์ทุกเพศทุกวัย แม้กระทั่งวันนี้มีการแยกแยะเป็นกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ Generation X Y Z อะไรก็แล้วแต่ หรือแม้กระทั่งพวกเรา พวกผม ที่เรียนรู้ ใช้งานให้ได้ ในส่วนของการทำงานในวันนี้นั้น รัฐบาลก็มีความภาคภูมิใจที่ได้มีการจัดให้ดิจิทัลพัฒนาขึ้นได้อย่างรวดเร็วขึ้นในวันนี้ ถ้าย้อนกลับไปที่ผ่านมาเราเสียเวลาไปนานพอสมควรหลายปี แต่ว่าเราสามารถที่จะ Speed เร็วขึ้นให้ได้ ด้วยความร่วมมือของพวกเราทุกคน ด้วย Speed of Trust ด้วยความไว้วางใจของพวกเราในการที่จะร่วมมือกันทำงาน

การติดต่อสื่อสารการทำงาน การประกอบการธุรกิจ การใช้ชีวิตประจำวัน วันนี้รัฐบาลได้ให้ความสำคัญในเรื่องเหล่านี้ ว่าทำอย่างไรจะรวดเร็วขึ้น ทำอย่างไรจะมีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ทำอย่างไรคนจะเข้าถึงได้มากยิ่งขึ้น เป็นหลักสำคัญคือการเข้าถึง การใช้ประโยชน์ดิจิทัล การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่เจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่เรามีรายได้ที่ยังอาจจะน้อยอยู่ในบางกลุ่ม เพราะฉะนั้นดิจิทัลจะเป็นตัวเร่งในการขับเคลื่อนประเทศไทยตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 โดยไทยแลนด์ 4.0 ผมยกขึ้นมาเป็น Theme ที่จะนำพาในการจะขับเคลื่อนไปด้วยกัน ซึ่งจริง ๆ แล้วก็มาจากที่ใช้คำว่า ปฏิรูปเศรษฐกิจใหม่ยุคที่ 4 ผมก็นำมาปรับเข้ามาใส่ตรงนี้ ซึ่งไทยแลนด์ 4.0 นั้น ไม่ใช่เศรษฐกิจอย่างเดียว เป็นเรื่องของคน เป็นเรื่องของดิจิทัล เป็นเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ด้วย จะต้องมาด้วยกันทั้งหมด ผมเลยใช้คำว่าไทยแลนด์ 4.0 คนเป็นปัจจัยสำคัญ บวกกับเครื่องมือ เทคโนโลยีดิจิทัลเหล่านี้ ในการที่จะไปสู่การเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจในยุคที่ 4

รัฐบาลพยายามจะผลักดันประเทศของเราให้เดินหน้าด้วยวิทยาศาสตร์ นวัตกรรมและเทคโนโลยี การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพ เข้าถึง ทั่วถึง ทั้งในด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน นวัตกรรม ข้อมูล ทุนมนุษย์ และทรัพยากรอื่น ๆ เพื่อยกระดับการขับเคลื่อนต่าง ๆ เหล่านั้น ให้มั่นคง แข็งแรง ยั่งยืน เปลี่ยนโฉมหน้าประเทศให้เป็นแกนนำหรือผู้นำในยุค Digital Transformation มีการเปลี่ยนแปลงช่วงการเปลี่ยนผ่าน วันนี้เรากำลังเดินหน้าประเทศ ด้วยการปฏิรูป ด้วยการเปลี่ยนแปลงประเทศของเรา เพราะฉะนั้นเราจะต้องใช้ดิจิทัลให้เกิดประโยชน์สูงสุด ให้เป็นรูปธรรม สิ่งที่เราต้องการทำวันนี้คือการลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสของประชาชนอย่างทั่วถึง ทั่วประเทศ การสร้างนวัตกรรมดิจิทัล ปรับฐานเศรษฐกิจของประเทศ และการเชื่อมโยงประเทศไทยสู่โลก โดยเราได้เน้นความสำคัญใน 3 ด้าน

ด้านที่ 1 คนไทยทุกคนต้องพร้อมที่จะก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลไปด้วยกัน รัฐบาลจะตอบโจทย์เหล่านี้ได้อย่างไร ก็คือเราจะต้องมีการจัดทำโครงสร้างพื้นฐาน ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมของประเทศ เพื่อจะกระจายความเจริญและสร้างโอกาสให้กับชุมชนไปทั่วทุกภูมิภาค ให้ประชาชนเข้าถึงการบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในแต่ละพื้นที่อย่างทั่วถึง การที่เราจะพลิกโฉมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศไทยเราทำด้วยโครงการ “เน็ตประชารัฐ” เพื่อขยายปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ผ่านสายใยแก้วนำแสงไปยังหมู่บ้าน เชื่อมกับโรงเรียน โรงพยาบาล เทศบาลตำบลทั้งหมด รวมถึงมีจุดกระจายสัญญาณ Free Wi-Fi หมู่บ้านละ 1 จุด เพื่อให้ชุมชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน เน็ตประชารัฐจะทำให้ประเทศไทยมีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านเคเบิลใยแก้วนำแสงครอบคลุมทั่วประเทศทั้งหมด 74,965 หมู่บ้านภายในปี 2561 ในปี 2560 มีการดำเนินการในหมู่บ้านที่ไม่มีอินเทอร์เน็ต 24,700 หมู่บ้าน เป็นที่น่ายินดี ที่ผ่านมานั้นเราทำไว้ได้เพียงประมาณ 30,000 กว่าหมู่บ้าน ยังขาดอยู่ 40,000 กว่าหมู่บ้าน เราจะทำที่ขาดให้ครบโดยเร็วที่สุด

ถือว่าเราได้ทำเรื่องนี้ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เรื่องการลงทุนเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งนี้ก็เพื่อจะลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาส ยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนทุกคนในประเทศ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีคุณภาพสูง มีความท้องถิ่น ซึ่งผมได้มอบหมายให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยบริษัทไปรษณีย์ไทยจำกัด สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล และกระทรวงพาณิชย์ กำลังเร่งพัฒนาแพลตฟอร์ม E – Commerce สำหรับสินค้าและบริการจากชุมชน เพื่อให้ประชาชนในชุมชนสามารถส่งสินค้า และบริการ ขึ้นมาขายบนระบบออนไลน์ผ่านระบบออนไลน์ตรง หรือผ่านร้านค้าประชารัฐ ร้านค้า SMEs, OTOP และร้านขายของชำ ร้านสะดวกซื้อต่าง ๆ ในชุมชนที่มีระบบ Point-of-Sale หมู่บ้านละ 1 จุดทั่วประเทศ ซึ่งเป็นระยะแรก ในระยะสั้น ภายในปี 2561 เราจะมีร้านค้าเหล่านี้ถึง 10,000 แห่งทั่วประเทศ จะมีสินค้าและบริการจากชุมชนรวมกันทั่วประเทศประมาณ 50,000 รายการ และจะสามารถสร้างรายได้ให้แก่หมู่บ้าน หมู่บ้านละประมาณ 300,000 บาทต่อปี ระยะกลางภายในปี 2564 จะขยายไปครบ 74,965 หมู่บ้าน ระยะยาวจะขยายไปถึงการนำสินค้าและบริการจากชุมชนไปขายยังทั่วโลก

นอกจากนั้น เน็ตประชารัฐยังช่วยให้การบริหารจัดการภาคเกษตรกรรมของไทยเป็นไปในเชิงรุก เราเป็นประเทศเกษตรกรรม เป็นอาชีพของคนส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นทำอย่างไรเกษตรกรจะเข้าถึงข้อมูลเกษตร ใช้แผนที่การเกษตรที่มีการบูรณาการข้อมูลพื้นฐานด้านการเกษตรจากทุกหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงเกษตรและสหก­รณ์ เพื่อจะใช้เป็นเครื่องมือบริหารจัดการการเก­ษตรของไทยอย่างมีประสิทธิภาพ ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ มีข้อมูลที่ทันสมัย เพิ่มความสะดวกในการใช้งาน เข้าถึงการบริการ เข้าถึงข้อมูลได้โดยง่าย และมีการใช้เทคโนโลยี เช่น เครื่องมือตรวจวัด โดรน หุ่นยนต์เป็นต้น เพื่อจะเพิ่มผลิตภาพและคุณภาพผลผลิต ไปจนถึงการขายสินค้าเกษตรทั้งวัตถุดิบและสินค้าแปรรูปผ่านระบบดิจิทัล พร้อมทั้งสามารถจะติดตามข้อมูลความเปลี่ยนแปล­งที่เกิดขึ้นได้อย่างถูกต้องและรอบด้าน ที่สำคัญคือจะเป็นการประยุกต์ นำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้กับข้อมูลด้านการเกษตร ซึ่งจะสามารถตอบโจทย์การช่วยเหลือ และแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรไทยในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี จะได้แก้วาทกรรมกันสักทีว่าเราจะทำอย่างไรลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรม การเข้าถึงการกระจายรายได้ การกระจายอาชีพ อะไรต่าง ๆ เหล่านี้เป็นวาทกรรมมาทั้งสิ้น วันนี้เราต้องแก้ไขวาทกรรมเหล่านี้ให้ได้ ไม่ว่าจะเรื่องการผูกขาด การเอื้อประโยชน์ พ่อค้าคนกลาง นายทุน ทั้งหมดคือมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ เราใช้ดิจิทัลเข้ามา ประชาชนจะมีทางเลือกของตัวเอง เพราะฉะนั้นประชาชนต้องเข้มแข็ง ระดับฐานรากต้องเข้มแข็ง ภาคการเกษตรต้องเข้มแข็ง เกษตรกรทุกคนต้องพัฒนาตัวเองไปสู่การปรับเปลี่ยน เป็นไปตามกลไกของเทคโนโลยีและของโลกในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ผมก็มีความเป็นห่วง เป็นกังวลกับผู้ใช้งานหรือเกษตรกรเอง ต้องมีความรู้ มีทักษะด้านเทคโนโลยีจึงจะใช้ประโยชน์ได้ ไม่อย่างนั้นพูดไป ทำโครงการไปก็ไม่ได้ใช้ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญเพราะคนต้องพัฒนา ต้องเรียนรู้ เรามีโครงการพัฒนา Smart Farmers หรือทำให้ผู้ประกอบการเกษตรจากคนรุ่นใหม่ให้เป็นเกษตรกรดิจิทัล โดยเริ่มพัฒนา 30,000 รายในปีนี้ และ 200,000 รายในปี 2564 นี่คือเป้าหมายที่รัฐบาลนี้ตั้ง ทำอะไรก็ตามต้องตั้งเป้าหมายกี่ปี จะทำอะไรได้เท่าไร มี KPI มีตัวชี้วัด มีการประเมินตลอดเวลาทุกโครงการ ซึ่งต่อไปนั้นจะสามารถขยายผลมาช่วยคนไทยกว่า 17 ล้านคนที่ทำอาชีพการเกษตรเหล่านี้ และจะมีการขยายผลไปในระดับประเทศแบบเดียวกับโครงการ “เน็ตประชารัฐ” เราก็จะสามารถขจัดความยากจนให้หมดจากประเทศไทยได้ เหมือนกับเราให้เบ็ดเขาไป วันนี้เราก็ให้เบ็ดสมัยใหม่ แต่เราจะต้องหาแหล่งน้ำ เราต้องหาปลา เราต้องปล่อยปลาตัวเล็ก ด้วยการลงทุน เพื่อจะขยายเป็นปลาตัวใหญ่ และเบ็ดที่มีทั่วถึง จะได้ไปตกปลาเหล่านั้นมากินได้อย่างทั่วถึง ตามขีดความสามารถของเบ็ด ของความลึกของแหล่งน้ำที่เราสร้างขึ้นวันนี้ เราต้องสร้างทั้งในระดับฐานรากชุมชน ท้องถิ่น จังหวัด ภาค และมีเศรษฐกิจใหม่ขึ้นมาเพื่อจะเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ให้ทุกคนได้ไปดื่มกินกัน ไม่ใช่เฉพาะผู้มีสตางค์ ผู้มีเงิน อย่างที่กล่าวอ้างกันทั้งสิ้น เพราะว่าเป็นการเชื่อมโยงทุกอย่างเข้าหากัน แล้วดิจิทัลช่วยได้ทั้งหมด ประชาชนก็เข้าถึงตรงนี้ ว่าจะไปอย่างไร

เรื่องรายได้นั้น “เน็ตประชารัฐ”จะยกระดับคุณภาพชีวิต โดยนำบริการที่จำเป็นส่งถึงมือของประชาชนผ่านทางดิจิทัล ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลไม่ต้องใช้เวลาในการเดินทาง ไม่ต้องใช้เวลามาเสียค่าใช้จ่ายในการมารับบริการเหล่านั้น ได้แก่ บริการสุขภาพผ่านระบบ Tele-Medicine ที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข กำลังทำเพื่อจะช่วยให้แพทย์จากชุมชนสามารถจะปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลศูนย์ในเมืองได้

ระบบนี้ใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงของเน็ตประชารัฐ ที่จะต้องมีMRI หรือ เอกซเรย์ได้ นอกจากนั้นเรายังมีระบบ e - อสม. คือระบบอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ที่เป็นระบบแชท (Chat) ให้อาสาสมัครประจำหมู่บ้าน จำนวนประมาณ 1 ล้านคนทั่วประเทศ ที่ดูแลประชาชนในชุมชนสามารถจะปรึกษาบุคคลากรทางการแพทย์ได้ตลอดเวลา นั่นคือเรามาต่อยอดขึ้นมาด้วยดิจิทัล ก็จะเกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จะทำให้ประชาชนทั่วประเทศมีช่องทางในการเข้าถึงข้อมูล ขอคำปรึกษาปัญหาด้านสุขภาพ เพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการรักษาพยาบาลแก่ประชาชนในพื้นที่ที่ห่างไกล ซึ่งขาดแคลนแพทย์เฉพาะทาง วันนี้เราได้มีการจัดทำเว็บไซต์ในเรื่องข้อมูลเรื่องการใช้ยาอย่างปลอดภัย ออกไปแล้ว ยาที่หมอให้มา เราสามารถจะเปิดดูได้ว่ายาที่ได้มา ชื่อนี้ยี่ห้อนี้ที่ได้มาต้องกินอย่างไร อันตรายอย่างไร มีคุณมีโทษอย่างไร เราจะได้เรียนรู้ บางอย่างไม่จำเป็นต้องรับประทาน หลายท่านก็ทานยาเยอะ หลายท่านก็ทานวิตะมินเยอะ ทำนองนี้ มีทั้งใช่และไม่ใช่ บางทีก็เกินความจำเป็น

สิ่งสำคัญในเรื่องของสาธารณสุขเหล่านี้ เป็นเรื่องที่เราจะต้องมีการพัฒนาผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ และสาธารณสุข โดยเฉพาะด้านเวชศาสตร์ครอบครัว ผ่านกระบวนการศึกษาทางไกลระหว่างแพทย์ประจำโรงพยาบาลกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของศูนย์แพทยศาสตร์ชั้นคลินิกในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข และเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เทคโนโลยีสารสนเทศสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข (e Health Strategy) โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ที่ 6 การพัฒนาทุนมนุษย์ด้าน e Health และเทคโนโลยีสารสนเทศการจัดการความรู้ด้านการแพทย์ และสุขภาพสำหรับประชาชน เพื่อจะเป็นแนวทาง เป็นกลยุทธ์ในการเพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนาทรัพยากรบุคคลสาธารณสุขด้าน Health IT

สำหรับในเรื่องสาธารณสุขนี้ เราต้องคำนึงถึงว่าวันนี้ เราต้องดูแลประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียมด้วยโครงการบัตรทองอะไรต่าง ๆ ก็แล้วแต่ เราต้องเตรียมการรองรับกับอนาคตด้วย ว่าอนาคตเราจะใช้เงินเหล่านี้มากน้อยเพียงใด อันนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ซึ่งเราจำเป็นต้องดูแล แต่เราต้องหาวิธีการที่เหมาะสมว่าจะทำอย่างไร สิ่งที่เคยทำอยู่แล้ว ก็ต้องทำอยู่ สิ่งที่จะมาในอนาคตซึ่งเขาคาดการณ์ว่าภายในไม่กี่ปีนี้ ภาระในเรื่องการใช้จ่าย ในเรื่องงบประมาณสาธารณสุขของประเทศไทย จะสูงขึ้นถึง 2 ล้านล้านบาท แล้วก็จะเพิ่มขึ้นเป็น 10 ล้านล้านบาทภายในอนาคต ต้องคิดแล้ว อย่าคิดอย่างเดียว เมื่อโลกเปลี่ยนเราก็ต้องปรับไปด้วย งบประมาณประเทศเรามีประมาณไม่เกิน 3 ล้านล้านบาท ลองคิดเอาแล้วกัน อันนี้เป็นการให้ความรู้เฉย ๆ เป็นเรื่องหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องหาวิธีการดำเนินการด้วยความร่วมมือระหว่างกันให้ได้

ในเรื่องการบริการภาครัฐที่เป็น Smart Service ก็เป็นอีกหนึ่งบริการสำคัญ ที่จะช่วยให้ประชาชนในชุมชนทั่วประเทศ สามารถรับบริการของรัฐได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ผ่านระบบออนไลน์ หรือ One-Stop Service ของรัฐในปัจจุบันที่ดำเนินการอยู่

ด้านที่ 2 รัฐบาลจะมุ่งเน้นการพัฒนาและขับเคลื่อนนวัตกรรมดิจิทัล ปรับฐานเศรษฐกิจของประเทศไทยผ่าน โครงการ Digital Park Thailand ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลกำลังออกแบบอยู่ใกล้จะแล้วเสร็จ และจะสร้างบนพื้นที่ 600 กว่าไร่ในอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี อยู่ในพื้นที่ EEC (Eastern Economic Corridor: EEC) เพื่อให้เป็นศูนย์กลางการลงทุน การสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านดิจิทัลในภูมิภาค ตามนโยบายโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC โดยภายใน Digital Park Thailand จะมุ่งเน้นการดึงดูดนักลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศเข้าสู่ประเทศไทย ผ่านกลไกส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและไม่ใช่ภาษี และให้สิทธิประโยชน์สูงสุดหากเข้ามาลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกรวมถึง Digital Park โดยจะมีนักลงทุนไทยและต่างชาติมากกว่า 100 รายที่จะมาร่วมลงทุน และจะเกิดการลงทุนจากรัฐและเอกชนมากกว่า 50,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ยังมีมาตรการอื่น เช่น การยกเว้นภาษี 300% สำหรับการวิจัยและการพัฒนาดิจิทัลในภาคเอกชน การยกเว้นภาษี 200% สำหรับ SMEs ของไทยที่ลงทุนด้านดิจิทัลและการให้สิทธิประโยชน์แก่นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติเพิ่มเติม ผ่านกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (Competitive Fund) วันนี้เราดูแลทั้งใหญ่ กลาง เล็ก SMEs Micro SMEs ทั้งหมด เรื่องการวิจัยและพัฒนาการใช้ดิจิทัลนี้ด้วย ก็ต้องทำให้ครบทุกกลุ่ม

ใน Digital Park Thailand นั้น เรามุ่งจะสร้างนวัตกรรมในด้านการพัฒนาวิสาหกิจเริ่มต้นด้านดิจิทัล (Digital Startups) ออกแบบให้เป็นบ้านของ Digital Startups ด้วยการพัฒนาพื้นที่ จัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน และอุปกรณ์สิ่งอำนวยความสะดวก การให้สิทธิประโยชน์มากมายเพื่อให้กลุ่ม Digital Startups เหล่านี้มีพื้นที่ในการออกแบบ สร้างสรรค์งาน เข้าถึงอุปกรณ์เทคนิคราคาแพงที่มีความทันสมัยระดับโลก สามารถสร้างเครือข่ายกับธุรกิจดิจิทัลขนาดใหญ่ที่อยู่ใน Digital Park ด้วยกัน สามารถเข้าถึงการให้บริการให้คำปรึกษาการพัฒนาธุรกิจ ไปจนถึงเข้าถึงแหล่งเงินทุนทั้งของภาครัฐและภาคเอกชนได้อย่างสะดวกง่ายดาย นอกจากนั้น ยังมีการจัดตั้งสถาบันไอโอที (Internet of Things: IoT) ให้เป็นศูนย์ขับเคลื่อนการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีไอโอที และเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น Big Data, Robotics, Artificial Intelligence เป็นต้น

โดยจะต้องสร้างความร่วมมือกับบริษัทเอกชนมากกว่า 300 ราย และหน่วยงานวิจัยและมหาวิทยาลัยทั่วประเทศและทั่วโลก สร้างเครือข่ายความเป็นเลิศด้านไอโอที พัฒนาเทคโนโลยีและเครื่องมือพื้นฐานที่จำเป็น ให้ความรู้และคำปรึกษาด้านเทคโนโลยีแก่ภาคอุตสาหกรรม และจะจับคู่ธุรกิจผู้ประกอบการดิจิทัลของไทยเข้ากับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น ยานยนต์ เกษตรและอาหาร การแพทย์ เป็นต้น จำนวนอย่างน้อย 1,000 ราย ภายในปี 2564 ทำให้การลงทุนและใช้จ่ายด้านดิจิทัลที่เป็นรูปธรรมจะได้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง

ในส่วนของธุรกิจ SMEs กว่า 3 ล้านรายของประเทศไทย วันนี้ต้องเผชิญกับความท้าทายในการก้าวสู่การใช้ประโยชน์จากดิจิทัลในการเลือกใช้ซอฟต์แวร์ และนวัตกรรมดิจิทัล คือการที่ SMEs สามารถดำเนินธุรกิจได้แบบ Real Time ต่อยอดข้อมูลเชิงลึกของธุรกิจ เพื่อการคาดการณ์และพัฒนาการตัดสินใจ การเพิ่มผลผลิต และการเพิ่มกำไรของธุรกิจ เพราะฉะนั้น SMEs ทุกรายก็ต้องมีการพัฒนาตัวเอง การเรียนรู้ทางด้านนี้ไปด้วย

นอกจากนี้รัฐบาลยังเร่งการพัฒนานวัตกรรมสำหรับ Smart City โดยที่ Digital Park Thailand จะเป็นศูนย์กลางการออกแบบ พัฒนา ผลิต อุปกรณ์และระบบดิจิทัล รวมถึงพัฒนากำลังคนดิจิทัล สำหรับ Smart City ของไทยที่จะเกิดขึ้นใน 7 จังหวัดแรก กรุงเทพฯ ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ภูเก็ต เชียงใหม่ ขอนแก่น ในปี 2561 และจะครบทั้ง 77 จังหวัดในปี 2564 ทั้งหมดจะเรียบร้อยในปี 2564 ไม่ได้ไปง่าย ๆ เราต้อง Speed ตรงนี้ให้เร็วขึ้น เราจะได้มีการใช้นวัตกรรม Smart City จริง เป็นต้นแบบของประเทศ เช่น ด้าน Smart Energy ประหยัดพลังงาน, Smart Mobility เดินทางอัจฉริยะ, Smart Working & Living ทำงานและใช้ชีวิตแบบดิจิทัล และ Smart Public Safety ปลอดภัยด้วยระบบ CCTV เป็นต้น

ด้านที่ 3 รัฐบาลมุ่งเน้นการเชื่อมโยงประเทศไทยไปสู่โลก โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษในการบูรณาการเชื่อมโยงความร่วมมือกับต่างประเทศทุกประเทศ ทั้งทางกายภาพและแนวปฏิบัติ ซึ่งมีความก้าวหน้ามากมาย ตั้งแต่การเชื่อมโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศ โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กำลังเร่งขยายการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศผ่านทั้งระบบเคเบิลใต้น้ำ (Submarine cables) ไปสู่ประเทศจีน (ฮ่องกง) และเคเบิลบนดินเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน ที่จะเชื่อมไทยกับประเทศ CLMV ไทยกับอาเซียน ไทยกับโครงการ One–Belt-One-Road ของประเทศจีน ซึ่งมี 20 กว่าประเทศที่มีส่วนร่วมอยู่ในโครงการเหล่านี้ เพราะเรามีตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ ที่จะทำให้ไทยสามารถเป็นแกนกลาง เป็นศูนย์กลางเรื่องการค้า การลงทุน การแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ตที่สำคัญของเอเชีย หรือ World Connectivity แห่งใหม่ในเอเชีย ได้ไม่ยากนัก และนอกจากการเชื่อมต่อทางกายภาพแล้ว เรายังเน้นการอำนวยความสะดวกทางการค้าและการเคลื่อนย้ายแรงงาน ซึ่งวันนี้มีการพัฒนา มีการกำหนดความต้องการ มีการผลิต มีการพัฒนาไปสู่แรงงานที่มีฝีมือ รัฐบาลจับทุกประเด็นมาขับเคลื่อนเวลานี้

นอกเหนือจากโครงการ National Single Window (NSW) ที่เชื่อมโยงข้อมูลสำหรับอำนวยความสะดวกในการนำเข้าส่งออกสินค้าตามเส้นทางยุทธศาสตร์ที่ปัจจุบันได้ดำเนินการไปแล้วหลายช่องทาง รัฐบาลได้ใส่ใจในการอำนวยความสะดวกในการจัดตั้งธุรกิจ (Ease of Doing Business) โดยพัฒนาระบบที่จะทำให้การจดทะเบียนธุรกิจของนักลงทุนต่างชาติ และการติดต่อกับภาครัฐไทยมีประสิทธิภาพ ลดขั้นตอนและระยะเวลาการดำเนินงานให้อย่างน้อยเท่ากับประเทศสิงคโปร์ ไม่ได้แข่งขันกันแต่ทำอย่างไรจะไปด้วยกันได้ Stronger Together ASEAN ต้องไปด้วยกัน เราจะได้เข้มแข็งกันทั้งภูมิภาค

ในมิตินี้ประเทศไทยดีขึ้นถึง 15 อันดับ จากอันดับ 93 ในปี 2016 เป็นอันดับที่ 78 ในปี 2017 นอกจากนี้ ในเรื่องการเคลื่อนย้ายกำลังคนดิจิทัลเข้ามาประเทศไทย บางอย่างเรามีการขาดแคลน บางอย่างเรามีมาก บางอย่างเราต้องพัฒนา เราต้องเรียนรู้ เรามีโครงการในการจัดทำ Smart Visa สำหรับนักลงทุนจากต่างประเทศที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยนานสุด 4 ปี และบุคลากรที่มีทักษะด้านดิจิทัล เพื่อให้สามารถเข้ามาทำงานในประเทศไทยได้สะดวกง่ายดายยิ่งขึ้นอีกด้วย อย่าไปกังวลว่าจะมีการแย่งงาน แย่งอะไรต่าง ๆ ไม่ใช่ เราต้องมีการพัฒนาให้รวดเร็วขึ้น เรากำหนดประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ได้

นอกจากนี้ ในประเด็นการเชื่อมโยงไทยกับโลก รัฐบาลยังมีความร่วมมือกับหน่วยงานสำคัญของโลกหลายแห่ง อาทิ OECD ที่เรากำลังร่วมกันทำงานในเรื่องนี้อย่างเข้มแข็ง ในเรื่องของระบบข้อมูลด้านเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อให้ต่างชาติมีข้อมูลที่ถูกต้องในการยกระดับอันดับของประเทศไทย หรือ ITU ในการขับเคลื่อนดิจิทัลทั้งในเชิงเศรษฐกิจและสังคม หรือสมาคมสตาร์ทอัพโลก (General Entrepreneurship Network: GEN) ในเรื่องของการพัฒนาและเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้กับบรรดา Digital Startups ของไทย โดยที่องค์กร ITU เป็นพันธมิตรของเรามายาวนาน ส่วน GEN เป็นพันธมิตรใหม่ที่เริ่มมาทำงานกับเราในปีนี้

ส่วนประเด็นสุดท้ายที่สำคัญมากในยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลคือ การสร้างความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เนื่องจากภัยคุกคามเหล่านี้ไม่มีพรมแดน ไม่ได้จำกัดพรมแดนแค่ประเทศใดประเทศหนึ่ง กระทรวงดิจิทัลฯ เองได้มีเครือข่ายด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์กับต่างประเทศ (CERT) ที่เข้มแข็ง อย่างไรก็ตามในเรื่องของการสร้างความเข้มแข็งภายในในเรื่องนี้ ก็อยากฝากทุกคนให้ช่วยกันดูแล เรากำลังเร่งสร้างผู้เชี่ยวชาญ ที่อาจจะเรียกได้ว่านักรบไซเบอร์ ที่ขาดแคลนเป็นอย่างมากในปัจจุบัน เรากำลังดำเนินการสร้างผู้เชี่ยวชาญไซเบอร์เหล่านี้ถึง 1,000 คนในปีหน้า เพื่อจะดูแลเรื่องการรักษาความปลอดภัย เฝ้าระวัง แก้ปัญหา เพื่อให้เกิดความปลอดภัยมากที่สุด

นี่เป็น 3 ประเด็นหลักในวันนี้ที่ประเทศไทยกำลังเดินหน้าในการพัฒนาตามแนวนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล ในทุกมิติโดยสรุปของปีนี้

ผมขอย้ำว่ารัฐบาลจะใส่ใจดูแลประชาชนทุกคนด้วยการวางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลทั่วประเทศ เพื่อจะสร้างรายได้ให้ประชาชนE-Commerce และยกระดับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพ การเรียนรู้ การเข้าถึงบริการของรัฐ การทำการเกษตรยุคใหม่ เพื่อให้คนไทยมีรายได้ที่สูงขึ้นและลดความเหลื่อมล้ำของสังคม ทุกคนต้องรู้ข้อมูลหมู่บ้านตัวเองที่ตัวเอง จังหวัดตัวเอง เป็นอย่างไร น้ำ ดิน อากาศ เป็นอย่างไร พืชอะไรเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม อะไรปลูกมากปลูกน้อย ราคาจะเป็นอย่างไร อะไรที่เป็นความท้าทาย อะไรที่ทำให้ราคาผันผวน ถ้าทุกคนรู้ก็จะมีภูมิคุ้มกันเกิดขึ้น หลักการ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานไว้แล้ว ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สามห่วงสองเงื่อนไข ความมีเหตุมีผล ความพอประมาณ การมีภูมิคุ้มกันที่ดีภายใต้ความรู้และคุณธรรม เหล่านี้จะเป็นภูมิคุ้มกันให้เราไม่พลาดพลั้งในการลงทุน ในการประกอบอาชีพ ในการปลูกพืชอะไรก็แล้วแต่ เราต้องมีภูมิคุ้มกันที่ดี ทั้งนี้ ก็ด้วยความรู้ที่ได้จากอ่านสื่อดิจิทัล จะเร็วขึ้น ทุกคนต้องช่วยกันดู ช่วยกันอ่าน ช่วยกันใช้

รัฐบาลได้เร่งดำเนินการปรับฐานเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมดิจิทัลผ่านโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ หรือ Digital Park Thailand เราต้องการให้ไทยเป็นผู้นำด้านการค้าการลงทุนและการพัฒนานวัตกรรมดิจิทัลของภูมิภาค นอกจากนั้น รัฐบาลยังมีความสัมพันธ์อันดีกับต่างประเทศ และองค์กรนานาชาติก็เห็นความสำคัญตรงนี้ และเสนอที่จะมาร่วมงานกับเรามากมาย ทั้งภาคธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ องค์กรระหว่างประเทศที่มาร่วมงานกับเราในวันนี้

ผมขอขอบคุณอีกครั้งครับทุกภาคส่วน วันนี้เราต้องการเน้นในเรื่องดิจิทัล เพราะฉะนั้นไม่มีปัญหาอื่น ไม่มีการตอบคำถามใครทั้งสิ้น สื่อ ตอบเรื่องดิจิทัลอย่างเดียวถ้าจะถาม ขอบคุณทุกภาคส่วน ทุกหน่วยงานที่ช่วยกันขับเคลื่อนการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศมาโดยตลอด ขอบคุณกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ที่ร่วมกันในการพัฒนาและส่งเสริมการใช้ดิจิทัลให้เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลจะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ต้องได้รับความร่วมมือร่วมใจจากทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนให้ได้ รัฐบาลจะทำโครงสร้างพื้นฐานรองรับ และมาตรการต่าง ๆ เพราะฉะนั้นระยะแรกอาจจะมีปัญหาอยู่บ้าง เพราะเรากำลังพลิกฟื้น คำว่าพลิกต้องมีปัญหาแน่นอน ต้องทำให้มีปัญหาน้อยที่สุด หรือไม่มีเลย แล้วก็ช่วยกันแก้ไป อย่าเพิ่งติเรือทั้งโกลน ติโขนที่ยังไม่ทรงเครื่อง วันนี้เรากำลังเดินหน้าอยู่ กำลังทำประเทศไปข้างหน้าอยู่ ผมเองก็อยากเห็นประเทศไทยมีความพร้อมในทุกๆ ด้าน เหมือนกับพี่น้องคนไทยทุกคน ที่จะต้องมีความอยู่ดีกินดี และหวังว่าในภาคการเกษตรกรรม พี่น้องเกษตรกรทั้งรุ่นเก่ารุ่นใหม่ทั้งการแปรรูปนวัตกรรม การตลาด จะใช้ประโยชน์จากดิจิทัลให้มากที่สุด ในการที่จะเพิ่มผลผลิตเรียนรู้กระบวนการผลิต การจัดการผลผลิต การจำหน่ายการตลาด เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการที่ดีตลอดห่วงโซ่อุปทาน พร้อมที่จะก้าวเป็น Smart Farmers เกษตรกรดิจิทัลรุ่นใหม่ รวมทั้งในภาคอุตสาหกรรมและการบริการที่ผู้ประกอบการ SMEs 3 ล้านกว่ารายในทุกสาขา ที่จะมีการจ้างงาน มีคนอยู่ในระบบประมาณ 10 ล้านคนในแต่ละกลุ่มของ SMEs เหล่านั้น เราต้องสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ให้ได้ เพื่อให้เกิดประโยชน์ เพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขัน ทำอย่างไรให้ต้นทุนต่ำลง แต่ไม่เกิดผลกระทบกับผู้ผลิต กับประชาชน กับเกษตรกร อันนั้นเป็นโจทย์ที่ยาก เป็นความท้าทาย เราต้องใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าให้ได้อย่างมีประสิทธิผล สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย 4.0 เปลี่ยนแปลงไปสู่ความเป็นดิจิทัลเพื่อพัฒนาทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม และพัฒนาคนที่ยั่งยืนในระยะอันใกล้นี้ บัดนี้ได้เวลาอันสมควรแล้ว ผมขอเปิดงาน “Digital Thailand Big Bang 2017” ณ บัดนี้ ขอบคุณครับ สวัสดีครับ

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้ไข]