ประยุทธ์ จันทร์โอชา/23.11.2015

จาก วิกิคำคม
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

ปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนา "อนาคตไทย ก้าวไกลด้วยคลัสเตอร์" ของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 เวลา 13.30 น.ณ ห้องเพลนารี ฮอลล์ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

บทสุนทรพจน์[แก้ไข]

“ ท่านรองนายกรัฐมนตรี

ท่านรัฐมนตรี

ผู้บริหารระดับสูงภาครัฐ และภาคเอกชน

และผู้มีเกียรติทุกท่าน

ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มาเป็นประธานเปิดงานสัมมนาและปาฐกถาพิเศษ เรื่อง "อนาคตไทย ก้าวไกลด้วยคลัสเตอร์" รวมทั้งมีโอกาสมาพบปะกับทุกท่านในวันนี้

รัฐบาลมีนโยบายในการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมของประเทศให้มีความเข้มแข็ง และมีขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน เพื่อเป็นพื้นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศให้ขยายตัวเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยได้เร่งดำเนินการในการขยายโครงข่ายการคมนาคมที่เชื่อมต่อกับจังหวัดต่าง ๆ ที่เป็นเส้นทางการค้าชายแดนและจังหวัดใกล้เคียง เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจทั้งระบบตามยุทธศาสตร์การสร้างความเชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาค และกำหนดพื้นที่พัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษขึ้น เพื่อเชื่อมโยงเศรษฐกิจการค้า การลงทุนและเร่งรัดการพัฒนาความเจริญเติบโตให้แก่ประเทศและรองรับการขยายตัวทางการค้าในโอกาสที่ประเทศเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ในปี 2558 นี้

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้มีการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนใหม่ครั้งใหญ่ที่สุดในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาเป็น "ยุทธศาสตร์การส่งเสริมการลงทุนใหม่ ในระยะ 7 ปี (พ.ศ. 2558 - 2564)" ซึ่งนับเป็นการเปลี่ยนแปลงมาตรการส่งเสริมการลงทุน มีการปรับรูปแบบการให้สิทธิประโยชน์โดยกำหนดสิทธิประโยชน์พื้นฐานและเสริมด้วยสิทธิประโยชน์ตามคุณค่าของโครงการ เพื่อจูงใจให้นักลงทุนพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของตนเอง เช่น ลงทุนวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฝึกอบรมเทคโนโลยีขั้นสูง

โดยในช่วง 10 เดือนของปี 2558 นี้ มีการอนุมัติให้มีการส่งเสริมการลงทุนทั้งสิ้น 1,769 โครงการ คิดเป็นเงินลงทุน 665,631 ล้านบาท ซึ่งโครงการเหล่านี้จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นรายได้จากการส่งออกประมาณ 1,033,000 ล้านบาท เพิ่มการใช้วัตถุดิบในประเทศมูลค่าประมาณ 709,000 ล้านบาท

ก่อให้เกิดการลงทุนใน 20 จังหวัดที่มีรายได้ต่อหัวต่ำจำนวน 101 โครงการ เงินลงทุนรวม 44,626 ล้านบาทและก่อให้เกิดการลงทุนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 7 โครงการ เงินลงทุนรวม 2,337 ล้านบาท จากสถิติทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงการลงทุนว่าเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างเศรษฐกิจไทยให้มีความเข้มแข็งและมั่นคงมากยิ่งขึ้น ซึ่งผมขอฝากให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เร่งรัดการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อผลักดันให้โครงการเหล่านี้สร้างประโยชน์ต่อประเทศอย่างแท้จริงตามแผนการลงทุนที่ได้เสนอไว้

ในช่วงที่ผ่านมา ผมได้มอบแนวทางการดำเนินนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษในบริเวณพื้นที่ชายแดน ซึ่งปัจจุบันมีทั้งหมด 10 พื้นที่ตามประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษที่ 1/2558 และ 2/2558 ประกอบด้วย จังหวัดตราด มุกดาหาร สระแก้ว สงขลา ตราด หนองคาย นราธิวาส เชียงราย นครพนม กาญจนบุรี

ทั้งนี้ เพื่อรองรับธุรกิจที่ต้องใช้แรงงานจำนวนมาก หรือธุรกิจที่ใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่นบริเวณชายแดนหรือประเทศเพื่อนบ้าน และธุรกิจด้านโลจิสติกส์ ซึ่งจะมีแนวทางในการดำเนินการอย่างไรที่จะทำให้คนในพื้นที่ได้รับผลประโยชน์อย่างแท้จริง ผมจึงขอฝากให้ทุก ๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยกันพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่เหล่านี้ด้วย เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนก็ได้อนุมัติกิจการเป้าหมายในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษเพิ่มขึ้นอีก 10 ประเภท ซึ่งก็เป็นการปรับเพิ่มตามความต้องการของภาคเอกชน และภาครัฐเองก็ได้พิจารณาถึงความเหมาะสมแล้ว โดยเน้นกิจการผลิตสินค้าและบริการซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดในประเทศเพื่อนบ้านหรือกิจการที่ใช้พืชผลการเกษตรในบริเวณนั้นเป็นวัตถุดิบในการแปรรูปเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค และเป็นกิจการที่สามารถทำได้ไม่ยาก ลงทุนได้เร็ว และนักธุรกิจในท้องถิ่นมีศักยภาพที่สามารถทำได้ ก็คาดว่าการปรับปรุงนี้จะช่วยดึงดูดให้มีการลงทุนใน 10 พื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษเพิ่มมากขึ้น

นอกจาก 10 พื้นที่ที่กล่าวมาแล้ว รัฐบาลได้กำหนดนโยบายส่งเสริมเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษในรูปแบบคลัสเตอร์ เพื่อสนับสนุนช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ในทุก ๆ ด้าน เพื่อให้สามารถแข่งขันกับต่างประเทศและจูงใจให้นักลงทุนทั้งรายเดิมรายใหม่เข้ามาลงทุนในประเทศ จึงกำหนดนโยบายพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษในรูปแบบคลัสเตอร์ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมมารวมกันในรูปแบบกลุ่มอุตสาหกรรม เพื่อเชื่อมโยงองค์ประกอบต่าง ๆ ในการสร้างความเข้มแข็งให้กับ Value Chain และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ

โดยมุ่งเน้นการพึ่งพากันแบบห่วงโซ่ในพื้นที่ใกล้เคียงกันและมีความเหมาะสมเชิงยุทธศาสตร์ และส่งเสริมการพัฒนาแต่ละคลัสเตอร์ทั้งกลุ่มผู้ผลิตตั้งแต่ในระดับพื้นฐาน ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ และสนับสนุนให้มีการนำเทคโนโลยี นวัตกรรม วิทยาการในด้านต่าง ๆ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ เพื่อเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้สินค้าและบริการ ทั้งนี้ รัฐบาลได้เตรียมความพร้อมในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศทั้งท่าเรือ สนามบินและระบบสาธารณูปโภครองรับความเจิญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศแบบคู่ขนาน

ในระยะแรก กำหนดคลัสเตอร์เป้าหมายประกอบด้วย 6 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ 1) SuperCluster สำหรับกิจการที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (คลัสเตอร์ยานยนต์และชิ้นส่วน คลัสเตอร์เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์ คลัสเตอร์อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม คลัสเตอร์อุตสาหกรรมดิจิทัล) และ 2) คลัสเตอร์เป้าหมายอื่น ๆ (คลัสเตอร์เกษตรแปรรูป คลัสเตอร์สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม) โดยมีเป้าหมายที่จะส่งเสริมเป็นพิเศษในแต่ละคลัสเตอร์ 2 กลุ่ม คือ โครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาคลัสเตอร์ และกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตที่มีความสำคัญสูง และกำหนดมาตรการสนับสนุนเพื่อผลักดันให้เกิดการลงทุนในพื้นที่เป้าหมาย และช่วยยกระดับคลัสเตอร์ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม อาทิ การให้สิทธิประโยชน์ การพัฒนาคนและเทคโนโลยี การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค และการสนับสนุนเงินทุน

ทั้งนี้ การกำหนดคลัสเตอร์พิจารณาจากศักยภาพและพื้นที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในอนาคตซึ่งจะเน้นบริเวณพื้นที่ตอนใน โดยมุ่งส่งเสริมธุรกิจที่เป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น กิจการวิจัยและพัฒนากิจการที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและใช้แรงงานน้อย เป็นต้นซึ่งจะเห็นได้ว่า ทั้ง 2 ส่วนนี้มีรูปแบบและแนวทางการพัฒนา รวมทั้งการสนับสนุนจากภาครัฐที่แตกต่างกันตามศักยภาพและความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่สำหรับนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษในรูปแบบคลัสเตอร์ได้แบ่งกลุ่มออกเป็น Super Cluster และคลัสเตอร์อื่น ๆ ซึ่งการกำหนดคลัสเตอร์นี้พิจารณาจากความหนาแน่นของกิจการเป้าหมายในพื้นที่ที่มีความเหมาะสมเชิงยุทธศาสตร์ในการพัฒนาเป็นการเฉพาะ ดูความเชื่อมโยงของอุตสาหกรรมเป้าหมายและอุตสาหกรรมสนับสนุน ซึ่งได้แก่กิจการฐานความรู้และกิจการโลจิสติกส์ พร้อมกับมุ่งสร้างความเชื่อมโยงระหว่างสถานประกอบการกับสถาบันการศึกษา สถาบันวิจัย ผ่านโครงการของภาครัฐ เช่น โครงการ Talent Mobility ของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.)ที่สนับสนุนให้บุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของภาครัฐเข้าไปปฏิบัติงานในสถานประกอบการของภาคเอกชนและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการรายย่อยหรือ SMEs มีการวิจัยและพัฒนามากขึ้นด้วย เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับ Value Chain และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม และนำไปสู่การสร้างฐานอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ผมเชื่อมั่นว่าความเชื่อมโยงระหว่างผู้ประกอบการภาคเอกชนกับสถาบันการศึกษาและสถาบันวิจัยจะช่วยยกระดับบุคลากรไทยในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมและบริการในประเทศ ก้าวพ้นการเป็นประเทศที่มีรายได้ระดับปานกลาง และเติบโตอย่างยั่งยืนได้ตามวิสัยทัศน์ใหม่ของ BOI ในการขับเคลื่อนนโยบายคลัสเตอร์ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม จำเป็นต้องมีมาตรการสนับสนุนในด้านต่าง ๆ เพื่อผลักดันให้เกิดการลงทุนในพื้นที่เป้าหมาย ไม่ว่าจะด้วยการให้สิทธิประโยชน์ การพัฒนาคนและเทคโนโลยีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค และการสนับสนุนด้านเงินทุนเพื่อให้นโยบายคลัสเตอร์นี้ ช่วยดึงดูดการลงทุนที่มีคุณค่าทั้งจากนักลงทุนรายเดิมและรายใหม่ เพื่อกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาคและท้องถิ่น ก่อให้เกิดการจ้างงานหรือใช้วัตถุดิบในท้องถิ่น ตลอดจนสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการ SMEs ในท้องถิ่นอีกด้วย

การส่งเสริมและสนับสนุน SMEsไทย เป็นเรื่องจำเป็นมาก เนื่องจากเป็นพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจประเทศ โดยเฉพาะการสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการทั้งวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงจะต้องส่งเสริมให้ธุรกิจขนาดใหญ่ช่วยเหลือธุรกิจขนาดเล็ก เพื่อแบ่งปันผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกันและสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและบริการทางการเงินและการลงทุนสำหรับ SMEs การพัฒนาผลิตภัณฑ์และการบริการ รวมทั้งการตลาดเพื่อเพิ่มโอกาสการลงทุนในต่างประเทศ ผมขอฝากเรื่องการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ SMEs เรียนรู้และจัดทำระบบบัญชีเดียวเพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถใช้เป็นข้อมูลในการปรับปรุงและพัฒนาประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวนอกจากจะเป็นการช่วยให้ภาครัฐได้รับภาษีเงินได้เพื่อใช้ในการพัฒนาประเทศแล้ว ยังจะส่งผลให้ภาคเอกชนและประชาชนเข้าถึงมาตรการและความช่วยเหลือของภาครัฐได้อย่างถูกต้องเหมาะสม นอกจากนี้ ผมก็ได้สั่งการให้กระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานหลัก ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ ธนาคารแห่งประเทศไทย รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำแผนงานและโครงการเพื่อรณรงค์ให้ผู้ประกอบการ SMEs จัดทำระบบบัญชีเดียวและเข้าสู่ระบบภาษีอย่างถูกต้อง เพื่อให้ผู้ประกอบการมีองค์ความรู้และตระหนักถึงประโยชน์ โดยให้มีการอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ด้านบัญชีได้โดยง่าย พร้อมทั้งสนับสนุนให้ผู้ประกอบการที่ดำเนินการอย่างถูกต้องให้สามารถเข้าถึงมาตรการและสิทฺธิประโยชน์จากความช่วยเหลือของภาครัฐและการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้อย่างสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น

ในด้านการเร่งรัดให้เกิดการลงทุนจริงนั้น รัฐบาลได้กำหนดมาตรการเร่งรัดการลงทุนผ่านทางสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน และกระทรวงการคลัง เพื่อเป็นการจูงใจให้เกิดการลงทุนจริงเร็วยิ่งขึ้น และกระตุ้นให้เกิดการลงทุนมากยิ่งขึ้นทั้งในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ และพื้นที่ทั่วไป ซึ่งจะช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยมีอัตราการขยายตัวที่ดีขึ้น ผมขอเสริมเรื่องแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในรูปแบบ "ประชารัฐ" หรือการสร้างความเข้มแข็งไปพร้อมกัน หรือ Stronger Together ใน 5 ด้าน ได้แก่ ด้านความมั่นคง ด้านเศรษฐกิจและสังคม ด้านความยุติธรรม ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และด้านการสร้างวินัยให้คนในชาติ โดยขอให้หน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนประสานความร่วมมือกันสื่อสารและประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ พร้อมทั้งขยายผลแนวคิดดังกล่าวออกไปเพื่อการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกัน นอกจากนี้ ในการดำเนินการ การบริหารจัดการต่าง ๆ ขอให้น้อมนำแนวคิดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางเพื่อพัฒนาคนในท้องถิ่นและชุมชนให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ เช่น ส่งเสริมให้มีการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ภายในหมู่บ้าน และสนับสนุนให้เกิดพลังงานสะอาด รวมทั้งมุ่งเน้นการพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้และนวัตกรรมสำหรับผู้ประกอบการ เช่น สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติจะต้องทำงานเชื่อมโยงกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา เพื่อส่งเสริมให้เกิดผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่จะเป็นรากฐานในการพัฒนาประเทศ

ขอขอบคุณสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนที่ได้จัดงานสัมมนาในวันนี้ขึ้นซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะสื่อสารทำความเข้าใจกับทุกฝ่ายเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของภาคอุตสาหกรรมไทย และการสร้างห่วงโซ่มูลค่าให้กับอุตสาหกรรมไทยและบริการของไทย อันนำไปสู่การสร้างฐานอุตสาหกรรมแห่งอนาคตผมขอให้ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนช่วยกันสร้างสรรค์ให้ประเทศไทยมีบรรยากาศที่น่าลงทุน เพื่อเป็นการเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนทั้งภายในประเทศและชาวต่างประเทศ เพื่อขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยให้ขยายตัวเติบโตอย่างมั่นคง และสร้างอนาคตไทย ให้ก้าวไกลและยั่งยืนตลอดไป

สุดท้ายนี้ ผมขออำนาจคุณพระรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากล ได้โปรดดลบันดาลประทานพรให้ทุกท่านประสบแต่ความสุข ความเจริญ มีกำลังกาย กำลังใจที่เข้มแข็งและร่วมกันพัฒนาภาคอุตสาหกรรมไทยให้มีความเข้มแข็งเพื่อขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจของไทยให้มีความเจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคงต่อไป ขอบคุณครับ

”
[1]

อ้างอิง[แก้ไข]