ปรีชาพล พงษ์พานิช

จาก วิกิคำคม
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช (เกิดเมื่อวันที่ 15 กันยายน ค.ศ. 1980) อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดขอนแก่น พรรคเพื่อไทย และอดีตประธานคณะกรรมาธิการการสื่อสารและโทรคมนาคม

คำพูด[แก้ไข]

  • ผมขอส่งความสุขและความปรารถนาดีมายังทุกท่าน ขอให้ปี 2563 เป็นปีแห่งความสุข ความสำเร็จและความสมหวัง แม้จะต้องเผชิญกับอุปสรรคใดๆก็ตาม ขอให้ฟันฝ่าและผ่านพ้นไปได้ด้วยดีครับ ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรง สดชื่น สดใส มีกำลังกาย กำลังใจที่เข้มแข็ง มีครอบครัวที่อบอุ่นและเป็นสุข ร่วมกันสรรค์สร้างสิ่งดีๆ ให้กับสังคมและประเทศไทยอันเป็นที่รักของพวกเราทุกคนนะครับ ขอบคุณสำหรับความรัก ความปรารถนาดีและทุกกำลังใจที่ผมได้รับมาตลอดปี 2562 ครับ[1]
  • 7 พฤศจิกายนปีที่แล้วถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตทางการเมืองของผม คือการได้มีโอกาสเข้าดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติ เร็วนะครับครบ 1 ปีแล้ว ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ผมไม่ได้หายไปไหน ผมได้หันมาทบทวนตัวเองในทุกๆเรื่อง มีเวลาได้ดูแลสุขภาพ ดูแลลูกสาวฝาแฝดอายุ 6 ขวบมากขึ้น ได้ทุ่มเทให้การเรียนปริญญาเอกเต็มที่หลังจากค้างคามาหลายปีเพราะติดภารกิจงานการเมือง ซึ่งตอนนี้จบแล้วครับ แม้วันนี้บทบาทของผมจะเปลี่ยนไป แต่ก็ยังคงมีความปรารถนาดี อยากเห็นประเทศไทยมีเศรษฐกิจที่ดี คนไทยลืมตาอ้าปากได้ สามารถพัฒนาเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติ เชื่อว่าประเทศไทยยังมีศักยภาพ เพราะเราเคยเป็น 1 ใน 5 เสือของเอเชีย เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค เป็นประเทศที่มีสถานที่ท่องเที่ยวที่ดึงดูดและงดงามไม่แพ้ชาติใดในโลก มีศักยภาพเป็นแหล่งผลิตอาหารของโลกได้ เพราะมีสินค้าทางการเกษตรที่หลากหลาย มีเอกลักษณ์ด้านวัฒนธรรมและฝีมือด้านหัตถกรรม (Handcraft) ที่มีความประณีต ลอกเลียนแบบได้ยาก แต่ในวันนี้ศักยภาพเหล่านี้กลับถูกละเลย ถูกมองข้ามไป และไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งที่เราสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศจากสิ่งเหล่านี้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสร้างโอกาสในการทำมาหากินให้กับคนตัวเล็กๆที่มักถูกหลงลืมเหมือนไม่มีตัวตนในสังคม นับวันปัญหาความเหลื่อมล้ำก็จะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ผมเชื่อว่าไม่มีใครอยากจน ไม่มีใครอยากแบมือขอรับความช่วยเหลือจากคนอื่นหากมีความพร้อมที่จะช่วยเหลือตนเองได้ ความจนไม่ได้เป็นเรื่องของโชคชะตา แต่เป็นเรื่องของการขาดโอกาสและการสนับสนุนที่เหมาะสม สิ่งสำคัญคือความเข้าใจและเข้าถึงเทคโนโลยี รวมถึงการปรับตัวให้สามารถอยู่รอดได้ในยุคเศรษฐกิจสมัยใหม่ แม้ในห้วงที่ประเทศเข้าสู่ภาวะวิกฤต เรายิ่งต้องเปลี่ยน "วิกฤต" ให้เป็น "โอกาส" โดยเร็วที่สุดครับผมเชื่อว่า "โอกาส" ในชีวิตของคนเรามีได้หลายครั้ง โอกาสมีอยู่ทุกที่ในประเทศไทยและมีอยู่ในทุกจังหวะของการพัฒนา และเป็นหนทางที่นำไปสู่อนาคตที่ดีกว่าเสมอ #โอกาสคืออนาคต[2]
  • สิ่งที่เกิดขึ้นกับพรรคไทยรักษาชาติ ขอกราบเรียนไปยังท่านสมาชิกพรรคและพี่น้องประชาชนที่เคารพว่า ผมพยายามอย่างสุดความสามารถแล้วที่จะรักษาพรรคการเมืองนี้ไว้เพื่อเป็นความหวัง และยืนหยัดต่อสู้เคียงข้างพี่น้องประชาชน เพื่อทำงานและสร้างอนาคตที่ดีให้กับประเทศชาติและคนไทยทุกคน ผมตั้งใจตั้งแต่เด็กว่าอยากทำประโยชน์ให้กับบ้านเมือง จึงเลือกทางเดินบนถนนสายการเมือง ความสุขและรางวัลของคนการเมืองก็คือได้เห็นคนที่เรารัก คนที่รักเรา หรือคนที่เราหยิบยื่นความช่วยเหลือให้มีรอยยิ้มและมีความสุข ถึงแม้ว่าในหลายๆครั้งไม่สามารถแก้ปัญหาได้ แต่อย่างน้อยเราก็ได้แสดงถึงความจริงใจ รับฟังและความพยายามที่จะช่วย ประชาชนได้รู้ว่าไม่ได้อยู่เพียงลำพัง มีคนเห็นอกเห็นใจและยังมีผู้แทนของเขาอยู่เคียงข้างในทุกสถานการณ์ ผมเห็นการเมืองไทยมีปัญหาแบบไทยๆมาอย่างยาวนาน วงจรที่วกไปเวียนมา รัฐประหารที่ทำซ้ำแล้วซ้ำอีก ผลลัพธ์ก็คือสิ่งที่กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน บ้านเมืองที่เหมือนจะสงบแต่ไร้อนาคต ขาดการพัฒนาและสร้างโอกาสให้ประชาชน โดยเฉพาะปัญหาความเหลื่อมล้ำ ปัญหาปากท้องและสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ เราไม่ได้แค่หยุดอยู่กับที่แต่เดินถอยหลังไปด้วยซ้ำ คนการเมืองมีความหลากหลายเหมือนคนในสังคมหรืออาชีพอื่นๆ มีทั้งคนดีและคนไม่ดี นี่จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลว่าทำไมถึงตัดสินใจทำงานการเมือง ก็เพราะเราไม่สามารถไปกะเกณฑ์ให้ใครทำอะไรได้ บอกตัวเองว่าหากวันใดมีโอกาสที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการกำหนดอนาคตประเทศหรือตัดสินใจเพื่อส่วนรวม ก็จงอย่าลืมอุดมการณ์และความมุ่งมั่นตั้งแต่เริ่มต้นก่อนเข้าสู่เวทีการเมือง ไม่มีอะไรมาเปลี่ยนเราได้ สิ่งที่ได้ทำเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ดีกว่าคำพูดหลายร้อยหลายพันคำ จากนี้ผมคงหมดภาระหน้าที่ในส่วนนี้ คนที่อยู่ก็ต้องสู้กันไป อย่าท้อถอยหรือหมดหวัง เพราะอย่าลืมว่า ประชาชนอยู่ข้างหลังพวกเราและรอคอยการเปลี่ยนแปลงที่ดีในบ้านเมือง 10 กว่าปีที่ผมได้มีโอกาสทำงานรับใช้ชาติและประชาชน ผมมีความสุขและภาคภูมิใจ การเป็นนักการเมืองที่ดีคือการยึดถือผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ การตัดสินใจในบางครั้งอาจจะมีทั้งถูกและอาจจะผิด แต่สิ่งที่ยืนยันได้คือเรามีความตั้งใจที่ดี ยึดเอาคุณธรรมเป็นที่ตั้ง และน้อมรับในความคิดเห็น ติชม ซึ่งอาจจะทั้งให้กำลังใจหรือบั่นทอนกำลังใจ แต่เราไม่เคยปฏิเสธสิ่งเหล่านั้น เพราะเราอาสามาทำงาน วิถีทางและชะตาแต่ละคนถูกเขียนมาให้ไม่เหมือนกัน คนที่มีโอกาสก็ต้องทำงานและต่อสู้ต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ ขอบคุณสำหรับความห่วงใยของทุกๆท่าน ขอบคุณสำหรับแรงใจและการสนับสนุนของพี่น้องประชาชนที่ให้โอกาสผมได้ทำงานให้กับบ้านเมืองตลอด10กว่าปีที่ผ่านมา สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้เรายังยืนยันในความปรารถนาดีและเจตนาอันบริสุทธิ์ที่อยากเห็นบ้านเมืองมีความสงบสุขและมีทิศทางในการพัฒนาประเทศให้กลับมามีศักยภาพและสร้างความกินดีอยู่ดีให้กับคนในชาติ ตามครรลองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข หากจะมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่จะสามารถส่งเสริมหรือสนับสนุนให้เกิดสิ่งดีๆขึ้นได้ในบ้านเมืองผมก็พร้อมจะทำตามกำลังความสามารถและสิทธิในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่เคารพและหวงแหนประเทศชาติอันเป็นที่รักของเรา ถึงแม้ว่าผมจะถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง แต่ผมขอเป็นกำลังใจให้กับทุกท่านที่ต้องทำหน้าที่เพื่อส่วนรวมต่อไป มาร์ติน ลูเธอร์ คิง เคยกล่าวไว้ว่า “ศรัทธาคือการที่คุณเริ่มก้าวขึ้นบันไดขั้นแรก ถึงแม้ว่าคุณจะยังไม่เห็นบันไดทุกขั้นก็ตาม” ฉะนั้นถ้าเรามีศรัทธา แม้เราจะมองไม่เห็นทางข้างหน้า แต่เราจะเดินไปพร้อมและเคียงข้างกับพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทใดก็ตาม สุดท้ายผมขอกราบขออภัยหากสิ่งที่ทำไปสร้างความไม่สบายใจให้ผู้ใดก็ตาม แต่ผมยังยืนยันด้วยหัวใจอันบริสุทธิ์ว่าผมรักประเทศนี้และมีแต่ความปรารถนาดีที่จะเห็นความสุขเกิดขึ้นกับประชาชนคนไทยทุกคนเสมอและจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป[3]

อ้างอิง[แก้ไข]