มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

จาก วิกิคำคม
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

พระบรมราโชวาท รัชกาลที่ 9[แก้ไข]

ค.ศ. 1981[แก้ไข]

  • การที่ตั้งมหาวิทยาลัยสุโขทัยนี้ ถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยสมัยใหม่ ที่จะให้ผู้ที่ความสามารถ และมีความปรารถนาที่จะเรียน ศึกษาวิทยาการ วิชาการ ก้าวหน้ากว้างขวางได้เพราะว่าได้ชื่อว่าคนไทยก็มีความเฉลียวฉลาด ขาดแต่โอกาสที่จะได้ขยายความรู้ขยายความสามารถของตน คนฉลาดที่ได้แสดงแล้วว่าเมื่อมีโอกาสก็ไปเรียนในขั้นสูง จะเรียกได้ว่าทัดเทียมอารยประเทศไม่แพ้คนอื่น อาจจะดีกว่าคนอื่นด้วยซ้ำ ฉะนั้น ก็สมควรที่จะบริการให้แก่ประชาชนคนไทยได้มีโอกาสที่จะเล่าเรียน

ค.ศ. 1984[แก้ไข]

  • มหาวิทยาลัย สุโขทัยธรรมาธิราชมีจุดประสงค์สำคัญอย่างหนึ่งว่าจะส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูงโดยยึดหลักการศึกษาตลอดชีวิตเพื่อพัฒนาคุณภาพของบุคคลให้แต่ละบุคคลสามารถสร้างความเจริญมั่นคงแก่ตนเอง  สังคม  และ  บ้านเมือง ให้ยิ่งขึ้นดังนี้บัณฑิตของสถาบันนี้ย่อมจะต้องเข้าใจแน่ตระหนักถึงคุณค่าของวิชาความรู้  หรือ  ศิลปวิทยาการทั้งปวงว่าคือปัจจัยสำคัญที่สุด ในการสร้างความเจริญ แต่นอกจากวิชาความรู้แล้วยังมีอีกสิ่งหนึ่งซึ่งทุกคนจำเป็นต้องมี คือ   วินัย เพราะวินัยนั้นเป็นพื้นฐานรองรับวิชาความรู้ ช่วยให้บุคคลทรงคุณความรู้อยู่ได้ และส่งเสริมให้สามารถนำความรู้มาปฏิบัติการให้เกิดประโยชน์ได้

ค.ศ. 1989[แก้ไข]

  • ประโยชน์ คือความเจริญมั่นคงของส่วนรวมนั้นต้องอสศัยความเจริญมั่นคงของบุคคลแต่ละคนประกอบกันขึ้นเป็นสำคัญ ดังนั้น ถ้าบุคคล อันเป็นองค์ประกอบของส่วนรวม ไม่มีความเจริญและมั่นคงแล้ว ส่วนรวมคงจะเจริญและมั่นคงได้ยาก. ทุกคนควรจะมุ่งสร้างความเจริญก้าวหน้าให้แก่ฐานะหน้าที่ของตัวเป็นข้อแรก แต่ทั้งนี้ จะต้องถือปฏิบัติตามหลักการสองข้อต่อไปนี้ ข้อแรก ต้องมุ่งหมายกระทำเฉพาะแต่กิจการงานที่สุจริตที่เป็นประโยชน์และเป็นธรรม ไม่ประพฤติปฏิบัติการใด ๆ ที่ดำเนินทวนกระแสความถูกต้อง และบ่อนทำลายผู้อื่น. ข้อต่อไป  เมื่อทำดีแล้วมีผลแล้วต้องพยายามสานประโยชน์ คือความเจริญก้าวหน้าของแต่ละคนเข้าด้วยกัน ด้วยความเมตตามุ่งดีมุ่งเจริญต่อกัน โดยไม่เพ่งเล็งประโยชน์เฉพาะตัวจนเกินการ จนปิดบังมิให้ความสำคัญของบุคคลอื่น

พระบรมราโชวาท รัชกาลที่ 10[แก้ไข]

ค.ศ. 2009[แก้ไข]

  • ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ส่วนใหญ่เป็นผู้มีหน้าที่การงานทำอยู่แล้ว แต่ก็อุตสาหะขวนขวายศึกษาพัฒนาตนเอง. กล่าวได้ว่า ทุกคนเป็นผู้รักดี รักเจริญ อย่างแท้จริง. ความรักดีรักเจริญนี้สำ คัญมาก เพราะเป็นสิ่งที่จะช่วยให้คนเรามีสติรู้ตัวและปัญญารู้คิดกำกับตัวอยู่เสมอว่า สิ่งใดเป็นความชั่วความเสื่อม ที่ควรละเว้นหรือกำ จัด และสิ่งใดเป็นความดีความเจริญที่ควรประพฤติปฏิบัติ. ผู้รักดีรักเจริญ จะยึดมั่นปฏิบัติมั่นในสิ่งที่พิจารณารู้ชัดด้วยสติปัญญาแล้วว่าเป็นทางแห่งความดีความเจริญ ไม่ปล่อยตัวปล่อยใจให้เมามัวหลงผิดประพฤติปฏิบัติในทางชั่วทางเสื่อม. หากท่านทั้งหลายจะได้รักษาคุณสมบัติข้อนี้ไว้ให้มั่นคงเหนียวแน่นแล้ว ก็เชื่อว่าแต่ละคนจะใช้ความรู้ความคิดความสามารถที่มีอยู่ สร้างสรรค์ความดีความเจริญให้แก่ตน แก่สังคมและแก่ชาติบ้านเมืองได้อย่างงดงาม