พระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)

จาก วิกิคำคม
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

พระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย) เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และประธานมูลนิธิธรรมกาย เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ฝ่ายวิปัสสนาธุระ มีนามตามสัญญาบัตรประกอบพัดยศสมณศักดิ์ว่า "พระเทพญาณมหามุนี ศรีธรรมโกศล โสภณภาวนานุสิฐ มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี"


พระธรรมเทศนา[แก้ไข]

เรื่องราวของหมู่คณะผู้ร่วมสร้างบารมี วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2553[แก้ไข]

สมัยที่ครูไม่ใหญ่ (คำเรียกแทนตัวของพระเทพญานมหามุนี) ยังเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อายุได้ 19 ปี ได้ไปนั่งสมาธิกับคุณยายอาจารย์ 2 ท่าน คุณยายบอกว่า

“คุณ..เนี่ย.. หลวงพ่อวัดปากน้ำให้ยายไปตามมาเกิด”

ครูไม่ใหญ่ก็ฟัง แต่ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจอะไร คุณยายยังบอกอีกว่า

“มากันเป็นทีม มากันเยอะ...”

ครูไม่ใหญ่ก็ไม่เข้าใจและคิดสงสัยในใจว่า

“เยอะยังไง?? เห็นมีอยู่คนเดียว....ไม่เห็นมีใคร”

“อ้าว....มากันตั้งเยอะแล้วอยู่ไหน ก็ต้องไปตามสิ”

คุณยายท่านมีวิธี ไม่ได้ไปตามที่ไหน ก็นั่งห่างกันอยู่ 2 เมตร คนที่ลงมาเกิดนั้นมีทั้งคนที่มาก่อน ก็จะมีอายุมากกว่า คนที่มาที่หลังก็จะมีอายุน้อยกว่า คนที่มาไล่เลี่ยกันก็จะมีอายุพอ ๆ กัน อะไรทำให้มันยืด อะไรทำให้มันย่อ??

ครูไม่ใหญ่ในตอนนั้น ไม่เข้าใจสิ่งที่คุณยายพูดมากนัก เวลาถามอะไร คุณยายก็ไม่ได้บอกอะไร นอกจาก.....

“คุณนั่งไป”

“คุณนั่งไป”

กี่ทีกี่ทีคุณยายก็บอกแต่ว่า คุณนั่งไป ไม่ได้บอกรายละเอียดอะไร ว่านั่นให้ทำ นี่อย่าทำ ก็ไม่อยากให้คนที่มาทีหลังไม่รู้อะไร เพราะมันช้า หลวงพ่อไม่รู้อะไร ก็ไม่อยากให้เราต้องไม่รู้อะไรด้วย ก็พยายามบอกว่าควรจะไปอย่างไรให้มันง่ายเข้า

“เวลาทีมที่มาเกิด ไม่ได้มาแบบปกติแบบหมดบุญ ไม่ได้มาแล้วไม่มีทางเลือก ตามปกติหากมาอย่างเทวดาหมดบุญ ก็จะต้องไปเกิดเป็นสัตว์บ้าง เป็นอันโน้นอันนี้บ้าง แต่นี่เป็นการสมัครใจลง แต่แม้ไม่สมัครใจลงก็ต้องลง! เชื่อไหมว่าลงมาเกิดนี้มันยากมาก แบบผู้ไม่หมดบุญนี่นะ เพราะมีภารกิจติดตัวไม่ได้ให้ไปโต๋เต๋ บางคนยังไปโต๋เต๋ หากเรารู้ว่าเรามีภารกิจเราก็จะไม่ไปยุ่งกับอย่างอื่นเลย แต่เพราะเรื่องนี้มันมีเหตุน่ะสิ.....

ทำไม ไม่รู้?? มันน่าจะรู้นะ..... แต่มันไม่รู้ เพราะเขามาบังไว้ ไม่ได้บังตา ไม่ใช่แว่นตา แต่ “บังใจ” เขาเรียก “อวิชชา”

ที่ไม่ใช่อวิชชาทั่ว ๆ ไป เป็น ”อวิชชาคูณ 2 “ เป็นการปิดเป็นพิเศษ เพราะพวกเรามีหน้าที่ หากเราเห็น ถ้าเราได้เห็นการมาเกิดของเราเองว่าแตกต่างจากผู้ที่เขามาเกิดโดยทั่ว ๆ ไป เราจะไม่ประมาทในชีวิตเลย เราจะไม่โต๋เต๋เลย เอาอย่างนี้สิจ๊ะ ไปเอาให้เห็นดวงก่อน เห็นดวงหรือองค์พระ ที่เราไม่เห็นเพราะเราไม่ยอมเห็น หากเรายอมเห็นก็จะเห็น แต่เราไม่เห็น เพราะไม่ยอมเห็น หากเราเห็นเราจะไม่ดำเนินชีวิตประมาทเลย ไม่โต๋เต๋”

สิ่งที่เขาขวางเรา เขาทำอย่างนี้

  1. เขาทำให้จำเรื่องราวการมาเกิดของตนเองไม่ได้
  2. เขาทำให้กระจายกัน ไม่ให้รวมกัน
  3. เขาให้ไปเกิดในที่ ๆ ไม่ได้อยากเกิด ที่อยากเกิดไม่ให้เกิด
  4. เขาตรึงไปติดที่อื่น ที่ไม่มีประโยชน์ เพราะอายุขัยของมนุษย์เฉลี่ยสั้น แค่ 75 ปี

หากตรึงไปติดที่อื่นสัก 50 ปี ก็เหลือเวลาในโลกแค่ 25 ปี

ด้วยเหตุนี้ คุณยายจึงต้องไปตามพวกเรามา และไม่ใช่แต่คุณยาย มีหลวงปู่ด้วย ไม่ใช่การตามมาเปล่า ๆ ต้องเสียบุญเสียบารมีไปตามมา เพื่อมารับช่วงต่อจากพระเดชพระคุณหลวงปู่ที่ท่านได้วางเอาไว้ เพื่อการเผยแผ่ ขยายวิชชาธรรมกายให้ไปกว้างขวาง

ฉะนั้น ไม่ช้าบ้านหลังเล็กก็เต็มจนล้น เพราะท่านไปตามกายละเอียดข้างใน ตามกายละเอียดมันเร็ว ตอนสร้างบ้านธรรมประสิทธิ์แล้ว คนมาจนล้นต้องไปนั่งกลางถนนสาธารณะในวัดปากน้ำ จึงต้องมาสร้างใหม่ที่วัดพระธรรมกาย คิดว่าพอ เพราะเป้าเดิมคือจะมานั่งหลับตา มาค้นเข้าไปข้างใน เพราะชอบมากเลย เพราะมันสนุกแต่ก็ล้นอีก จนมีสภาหลังคาจาก คิดว่าจุคนได้ หมื่นกว่าก็พอแล้ว แต่คนมาสามหมื่นกว่า เลยต้องมาสร้างสภาธรรมกายสากล

“นี่เพราะเราไม่รู้ว่าเรามีหน้าที่ติดตัวมา จริง ๆ ก็พอรู้กัน แต่รู้แบบทำอย่างสนุกสนานบุญบันเทิง แต่เราต้องรู้ให้มากกว่านั้น ให้เป็นความรู้ในระดับความเห็น และ รู้หน้าที่ของการมาเกิดของเรา เขาปิดเรา เราต้องรู้ให้มากกว่านี้ ให้เป็นความเห็นในระดับที่ทำให้หายสงสัย ฉะนั้นต้องนั่งธรรมะทุกวัน นั่งจนเห็นด้วยตนเอง ตั้งเป้าหมายเลยว่า เราจะต้องไปรู้ไปเห็นให้ได้สักวัน แล้ววันนั้นเราจะไม่ประมาทเลย”

พระธรรมเทศนา ที่พึ่งที่แท้จริง วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2552[แก้ไข]

โอวาทขณะนำนั่งสมาธิภาคบ่าย

"ปัญหา ไม่ได้แก้ได้ทุกอย่าง" แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระเทวทัตที่พระองค์ตรัสสั่งสอนมาด้วยพระองค์เอง เป็นสาวก ยังเป็นเช่นนั้น แต่พระองค์ไม่ทุกข์ เฉย ๆ

คนที่เป็นบรรพชิต ต้องทำกิจที่เป็นของบรรพชิต ต้องมีความเพียร บรรพชิตที่เป็นเนื้อนาบุญที่ดี แม้ผู้ที่พยายามจะเป็นผู้ที่เป็นเนื้อนาบุญที่ดี ก็ถือว่าดีแล้ว แต่เมื่อได้เข้าถึงองค์พระภายในยิ่ง เป็นบุุญแบบอปมาณัง

ผู้ที่จะบวช แม้ได้เข้าถึงระดับ กุศลนิมิต ก็ได้บุญมากแล้ว ถือว่าได้บวช 2 ชั้น เป็นเนื้อนาบุญ หากยิ่งได้เข้าถึงพระภายในตัวยิ่ง ๆ ขึ้นไป ก็ยิ่งเป็นเนื้อนาบุญ


แม้คนที่เป็นคฤหัสถ์ หากมีความเพียร มีความมุ่งมั่น ที่จะทำพระนิพพานให้แจ้ง และ ได้เข้าถึงองค์พระภายใน ก็ถือได้ว่าเป็นการบวช เป็นการบวชภายใน

แม้การเป็นคฤหัสถ์ยังมีความไม่สมบูรณ์ เพราะต้อง ทำมาหาเลี้ยงชีพ แต่เราก็ยังบวชภายในได้ เมื่อเราเข้าถึงองค์พระภายในตลอดเวลา แม้ว่าจะมีปัญหาอุปสรรคใด ๆ เราก็เฉย ๆ ไม่ทุกข์กับมัน เพราะเรามีที่พึ่งที่ระลึก

คำว่าที่พึ่งที่ระลึกคือ สิ่งที่เป็น นิจจัง สุขัง อัตตา เป็นสิ่งที่ไม่แปรผัน ไม่แปรเปลี่ยนอีก บางคนไปพึ่งต้นไม้ เพราะเขาไม่รู้ แต่ต้นไม้ยังถูกฟันได้ แม้วัด โบสถ์ วิหาร ก็ยังเสื่อมสลายไปได้

สิ่งที่เป็นที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริง จึงอยู่ภายในตัวของเรา เมื่อเรามีที่พึ่ง แม้มีปัญหา เราก็จะผ่านพ้นมันไปได้ ก็เฉย ไม่ทุกข์กับมัน

เมื่อเรามีที่พึ่งตลอดเวลา เราก็จะไม่ต้อง ทุกข์ เครียด เซ็ง ฟุ้ง ติดในกามราคะ พยาบาท แต่เพราะเรายังไม่มีที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริง เราจึงยังทุกข์อยู่

พระธรรมเทศนา อานิสงส์การสวดมนต์บูชาพระรัตนตรัย วันพุธที่ ๑๘ - ๒๐ เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๗[แก้ไข]

พระรัตนตรัยมีคุณไม่มีประมาณ เข้าถึงได้จะมีความสุขทั้งในปัจจุบัน ละโลกแล้วก็นำไปสู่สุคติโลกสวรรค์

ด้วยอานุภาพของการสวดสรรเสริญคุณของพระรัตนตรัยที่มีคุณไม่มีประมาณ จะช่วยขจัดทุกข์โศกโรคภัย สิ่งที่ไม่ดีต่าง ๆ ที่มาเกิดกับเราและมวลมนุษยชาติทั้งหลายให้ละลายหายสูญไป

ในการสวดสรรเสริญคุณของพระรัตนตรัยนั้น เราต้องฝึกท่องบทสวดให้จำได้จนคล่องปากขึ้นใจ ขณะสวดให้นั่งพับเพียบ พนมมือ หลับตา เอาใจจรดไปที่ศูนย์กลางกาย นึกถึงองค์พระหรือดวงธรรมใส ๆ โตใหญ่ขนาดไหนก็ได้ แล้วแต่ใจเราชอบ หากยังนึกไม่เห็น ไม่เป็นไร ให้ทำความรู้สึกว่า มีองค์พระหรือดวงธรรมใส ๆ อยู่ในกลางท้องของเรา แล้วทำความรู้สึกประหนึ่งว่า เรานั่งอยู่ในอายตนนิพพาน กำลังเข้าเฝ้าเฉพาะพระพักตร์ของพระพุทธองค์

เสียงที่เปล่งออกมา ไม่ใช่ว่าดังออกมาจากปาก หรือว่าแค่คอของเราเท่านั้น แต่ให้เป็นเสียงแก้วที่กลั่นออกมาแล้วจากแหล่งแห่งความบริสุทธิ์ภายในลึก ๆ จากองค์พระใส ๆ จากดวงธรรมใส ๆ ผ่านศูนย์กลางกาย หรือจำง่าย ๆ ว่า เสียงสวดมนต์นั้นได้เปล่งออกมาจากกลางท้อง แล้วค่อยออกมาที่ปากของเรา เสียงที่เปล่งออกมา ให้เป็นเสียงที่ดังพอดี ๆ ไม่ดังในระดับเสียงตะโกน หรือไม่ค่อยเหมือนเสียงกระซิบ แต่ให้ดังในระดับที่เราได้ยินด้วยหูของเราเอง และคนข้าง ๆ ได้ยิน

เสียงที่สวดออกมาดี จะมีอานุภาพไปไกล ที่กายละเอียดทั้งหลาย หรือใครที่ได้ยินได้ฟังก็จะชุ่มชื่น จิตใจเบิกบาน สว่างไสว และไม่ใช่ว่าสวดเฉพาะพวกเรา แม้กายละเอียดที่มีความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยก็จะร่วมสวดไปพร้อม ๆ กันด้วย

ทุกครั้งที่เราสวดมนต์ ใจเราก็จะถูกกลั่นให้สะอาดบริสุทธิ์ บุญก็เกิดขึ้นกับตัวเรา ใจก็เป็นมงคล ปากเราก็เป็นมงคล หูเราก็เป็นมงคล ทั้งเนื้อทั้งตัวเราเป็นสิริมงคลทั้งหมด วิบากกรรมที่ติดมาข้ามภพข้ามชาติ เพราะอกุศลเข้าสิงจิต ทำให้เราพลาดพลั้งคิดผิด พูดผิด ทำผิด ก็จะถูกกลั่นแก้ไปด้วย หนักก็จะเป็นเบา เบาก็จะหาย จิตใจที่ขุ่นมัวก็จะใสสว่าง

ไม่เพียงเท่านั้น เสียงที่กระจายออกไปจากใจใส ๆ ที่เกิดจากความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยนั้น จะเชื่อมเป็นพลังใจซึ่งกันและกัน กระจายขยายเชื่อมกับบรรยากาศรอบตัว แล้วแผ่ขยายไปทุกทิศทุกทาง ไปถึงดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว จักรวาลน้อยใหญ่ต่าง ๆ อันไม่มีประมาณ จะเป็นกระแสคลื่นแห่งความบริสุทธิ์ที่ขยายไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ที่จะช่วยขจัดสิ่งที่เป็นมลทินที่อยู่ในบรรยากาศ ทุกข์ โศก โรคภัย สิ่งที่ไม่ดีต่าง ๆ ก็จะละลายหายสูญไป ความขัดแย้ง ความไม่เข้าใจ ความคิดเบียดเบียนกันก็จะค่อย ๆ ละลายจางหายไปเรื่อย ๆ สิ่งที่เป็นมลทินต่าง ๆ จะค่อย ๆ ถูกกลั่นแก้กันไป

การสวดสรรเสริญบทพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ ใช้เวลาสวดเพียงสั้น ๆ ไม่กี่นาที แต่อานิสงส์นั้นมีมากมาย จะทำให้ใจเราผ่องใส เมื่อจิตผ่องใสไม่เศร้าหมองสุคติเป็นที่ไป เราจะนำเงินทอง อัญมณี รัตนอันมีค่า หรือนำเงินไปซื้อทองเท่าภูเขาเพื่อไปต่อรองกับพญายมราช ให้บุคคลผู้มีใจเศร้าหมองไม่ต้องไปอบายนั้นไม่ได้ แต่จิตใจอันผ่องใสเราได้มาด้วยอานุภาพแห่งการสวดสรรเสริญคุณของพระรัตนตรัยอันมีคุณไม่มีประมาณ เมื่อใจเราผูกพันกับพระรัตนตรัย จิตใจผ่องใส สุคติก็เป็นที่ไป

เพราะฉะนั้นต้องหมั่นสวดสรรเสริญคุณของพระรัตนตรัยด้วยจิตอันเลื่อมใสกันทุก ๆ วัน และเวลาสวดให้สวดด้วยใจที่ชุ่มชื่น เบิกบาน ให้มีความเคารพเลื่อมใสในพระรัตนตรัยอย่างแท้จริง สวดมนต์อย่างถูกหลักวิชชาอย่างนี้จึงจะเรียกว่า สวดมนต์เห็นธรรม ที่มีอานิสงส์ไม่มีประมาณ


รอดแต่ไม่ปลอดภัย[แก้ไข]

การเรียนในมหาวิทยาลัยช่วยให้ชีวิตรอดนะ ชีวิตรอดคือ เราพอจบแล้ว เราก็ไปทำงาน ได้เงินทองมาเลี้ยงดูสังขาร แล้วก็มีชีวิตไปวัน ๆ แต่ดับทุกข์ไม่ได้ รอด แต่ไม่ปลอดภัย ภัยในที่นี้หมายถึง ภัยในอบายภูมิ ภัยในสังสารวัฏ เพราะในมหาวิทยาลัย ไม่ได้สอนว่า ทำอย่างไรชีวิตถึงจะได้ปลอดภัยจากอบายภูมิ ภัยในสังสารวัฏ เค้าสอนให้รู้เรื่องการทำมาหากินอย่างเดียว เพราะฉะนั้น ให้แค่ชีวิตรอด แต่ว่าไม่ปลอดภัย เมื่อเป็นอย่างนั้นหลวงพ่อก็หันมาดูว่า ทำยังไงชีวิตของเรา เราถึงจะปลอดภัยเพราะเวลาเราตายไปแล้ว ไม่มีใครช่วย เราจึงหันเข้าวัด พอศึกษาไปเรื่อย นอกจากทำให้ปลอดภัยแล้ว ยังทำให้รู้เรื่องวิชชาธรรมกายอีก ก็อยากศึกษาเรียนรู้ขึ้นไปเรื่อย ๆ ทุกๆ วัน

สึกมันเรื่องเล็ก[แก้ไข]

สึกมันเรื่องเล็ก เราจะสึกตอนไหนก็ได้ แต่ถ้าจะสึก ให้เป็นสึกแบบระดับชาติต่อชาตินะ เราอุตส่าห์ทิ้งชีวิตที่ไม่ใช่ทางโลกมาแล้ว เราจะทิ้งไปทำไม ชีวิตทางโลกเป็นชีวิตที่มีแต่ความทุกข์ สับสนในชีวิต บางคนทุกข์มากจนคิดฆ่าตัวตาย ชีวิตทางโลกที่บิดามารดาให้มาในร่างกาย แล้วไปทำลาย เพราะว่าทนต่อความทุกข์ทรมานทางร่างกายและจิตใจไม่ได้ ชีวิตทางโลกก็อย่างนี้ เพราะเป็นชีวิตที่มีไว้สำหรับผู้มีอินทรีย์อ่อน ๆ

ชีวิตที่ใช่ คือ ชีวิตสมณะ ตำแหน่งที่ใช่ คือ ที่หยุดใจที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7

พอไปถึงตรงนั้นความทุกข์ทรมานก็จะหมดไป และมีความสุขเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ จากหยุดแรก ไปจนถึงบรมสุข ไม่อยากถอนถอยจากหยุดจากนิ่งเลย เหมือนพุทธบุตรที่ท่านมีอายุยืนยาว เจริญอนิมิตเจโตสมาธิ มีฉันะมีใจชอบที่จะอายุยืน ๆ ๆ ยิ่งแก่ยิ่งหนุ่ม เปล่งปลั่งผิวพรรณผ่องใส มีรัศมีเปล่งขยายออกมา เพราะมีฉันทะ จึงทำให้มีความเพียรที่ไม่ต้องฝืนใจเกิดขึ้น ใจจดจ่อเข้าฌานสมาบัติไม่ถอนถอย อะไรที่จะเป็นเหตุให้ใจเคลื่อนออกจากภายในก็จะสังเกตแล้วก็รีบแก้ไข ถ้าสึกออกไปก็จะไปเจอชีวิตที่เคยเจอมาแล้ว จะมาบวชใหม่ก็แก่แล้ว จะเจริญอนิมิตเจโต ต้องมาตอนแข็งแรง บวชแล้วต้องบวชแต่หนุ่ม หนุ่ม ๆ ไม่สึก อยู่ไปจนกระทั่งเฒ่าเลยเป็นพระมหาเถระ

กายมหาบุรุษ[แก้ไข]

อานิสงส์ถึงที่สุดแล้วต้องได้กายนี้ ลักษณะมหาบุรุษทั้ง 32 มีอยู่ แต่ว่าพญามารเอาบาปมาทำให้กระจัดกระจายจะมารวมกันได้เมื่อบารมีเต็มเปี่ยม ในขณะเดียวกันผู้มีบุญมาก บุญนั้นส่งผลรวมสมบัติที่กระจัดกระจายให้มารวมกันให้เป็นสมบัติตักไม่พร่อง ให้เราตักไม่พร่อง เหมือนในสมัยพุทธกาล เหมือนผลไม้ในเทวโลก ผลิจากขั้วปึ๊ปเกิดปั๊บแล้วอย่างโอปาปติกะ ทรัพย์สมบัติ ความรู้ความสามารถก็เหมือนกัน มันก็กระจัดกระจาย ในระดับคนนี้รู้นิดนึง บางคนก็รู้มาก บางคนก็รู้สมบูรณ์ ต้องเป็นผู้มีบารมีมารวบรวมความรู้เหล่านี้ ด้วยกำลังบารมีของตัวจึงจะรวมความรู้นี้ได้ บุญก็ทยอยมาทีละนิด เมื่อทุกอย่างเต็มที่เต็มกำลัง หมั่นอธิษฐานจิตตอกย้ำ ลูกก็จะได้กายมหาบุรุษ ส่วนใครไม่ต้องการก็เอาแค่หลุดพ้นจากทุกข์ สั่งสมบุญแค่แสนกัป แต่ถ้าจะไปถึงที่สุดแห่งธรรม ต้องได้กายนี้หนา ไม่งั้นไปไม่ได้


สุนทรพ่อ[แก้ไข]

เป็นบทกลอนที่พระเทพญานมหามุนีได้แต่งขึ้นในหลายวาระ เพื่อใช้ในการสอนและให้กำลังใจแก่ศิษยานุศิษย์ ให้มีความเพียรกล้าในการสร้างบุญบารมีและปฏิบัติธรรม

  1. ทุกทุกสิ่งมีอยู่แล้วในกลางกาย แม้อารมณ์สบายที่กำลังแสวงหา แค่ทำใจหยุด นิ่ง นิ่ง เดี๋ยวก็มา เชื่อเถิดน่า! มันเหลือเชื่อ แต่ก็จริง
  2. เราไม่ได้ ใครจะได้เล่าลูกเอ๋ย ทำเสบย ใจสบาย ได้แหง แหง ก็พวกเราท่านผู้รู้ เขาดูแล ล้วนแต่ธาตุแก่ แก่ ในนิพพาน
  3. พญามารทำเรื่อง"ง่าย"ให้มัน"ยาก" แต่พระทำเรื่อง"ยากให้มันง่าย" เมื่อรู้แล้วอย่างนี้สบายสบาย ให้เห็นง่ายภายในคืนนี้เอย
  4. เมื่อไหร่หนอจะได้พบทหารหาญ รอตั้งนานผู้ชาญศึกหายไปไหน บอกจะพบกันครึ่งทางที่กลางใจ อีกนานไหมจะให้พบช่วยบอกที สัญญาใจที่ให้ไว้แดนประเสริฐ ก่อนจะเกิดว่าจะสู้ไม่ถอยหนี จะร่วมแรงร่วมใจปราบไพรี คอยตรงนี้มานานแล้วแก้วกลอยใจ
  5. ชีวิตของนักรบกองทัพธรรม ผู้ได้อุทิศตนให้กับพระพุทธศาสนา เป็นชีวิตที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง ยิ่งกว่าชีวิตของจอมจักรพรรดิหรือยิ่งกว่าชีวิตใด ๆ ในโลกทั้งหมด
  6. บอกแล้วบ่ฟังอย่าคาดหวังใจจะเครียด กายซีเรียสนั่งเท่าไหร่ไม่ได้ผล ได้แต่เพียงทนนั่งและนั่งทน ไม่ได้ผลอย่างที่ใครเขาเห็นกัน
  7. สมน้ำหน้า ปะป๋าบอกแล้วไม่เชื่อ ตูละเบื่อลูกบางคนไม่เชื่อฉัน แล้วอย่างงี้จะมองฟ้าได้ไงกัน เฮ้อ! ลูกฉันรั้นเหลือเกิน เกินกว่าใคร
  8. เอาหยั่งงี้ ทีนี้นั่งเฉย เฉย ทำเสบย ดั่งเคยสอนจำได้ไหม วางเบาๆใจเย็นๆ นั่นยังไง เริ่มต้นใหม่อย่างง่าย ๆ ใจดี ดี
  9. ถ้าความคิดเกิดขึ้นมาให้ไหลผ่าน อย่าต่อต้านก็จะหายถ้าไม่สน เหมือนกระจกคันฉ่องส่องใจตน ให้รู้ว่าดวงกมลเป็นอย่างไร
  10. บางช่วงใจของเราไม่ผ่องผุด แต่บางช่วงบริสุทธิ์แสนสดใส จงเฝ้าเพียรเรียนรู้ให้เข้าใจ จะมีสิ่งใหม่ใหม่ให้เราดู
  11. อย่าควานหาอะไรในที่มืด จะตึ๋งหนืดฝืดใจไม่ไปไหน หัวจะมึนตาจะมัวสลัวใน ไม่แจ่มใสใจไม่หยุดหงุดหงิดฟรี
  12. เหมือนคั้นน้ำจากหินหรือดินเหนียว จะแห้งเหี่ยวหัวโตหมดราศรี เลิกเถิดนะอย่าทำลูกคนดี ทำตามที่พ่อแนะนำฉ่ำใจเอย
  13. เมื่อดวงตาปิดสนิทอย่างละมุน ไม่มีลุ้นเร่งจ้องมองที่หมาย ก็จะพบผู้รู้อยู่กลางกาย ธาตุอ่อนแก่มากมาย ถึงปลายทาง
  14. ยิ่งกว่าได้ดื่มสวรรค์อันเอมโอษ รสเห่งธรรมชนะโลดไม่ขนาง (สงสัย) รสอะไรไม่อาจสู้ กลางของกลาง ลองเข้าถึงดูบ้างจะรู้เอง
  15. ท่านผู้รู้ภายในนิ่งสนิท เว้นทำกิจเฉกมนุษย์ในสังสาร กลั่นกายใจขุนพลกล้าพระนิพพาน ให้เชี่ยวชาญในวิชชาธรรมกาย
  16. หากคืนนี้ทำใจหยุดนิ่งเฉยเฉย ไม่ละเลยซึ่งคำสอน คงเฉิดฉาย พระนิพพานลงกลั่นแก้ ก็ง่ายดาย ลูกหญิงชายจะสมฝันกันทุกคน
  17. จำคำนี้ "สักแต่ว่า" นะลูกเอ๋ย! จะเปิดเผยสิ่งล่ำค่าให้ลูกเห็น เห็นความมืดติดตาอย่าลำเค็ญ "สักแต่ว่า" ฉันเห็นก็เป็นพอ
  18. นิ่ง เบา เบาต่อไปใจนิ่ง นิ่ง เดี๋ยวก็ปิ๊งใสแจ๋วจนร้องอ๋อ เพียงเข้าใจ"สักแต่ว่า"วันนี้พอ ช่วยบอกต่อ"สักแต่ว่า" ค่าล้ำจริง
  19. นั่งยิ้ม ๆ ซีจ๊ะ! หน้าแย้มยิ้ม หลับตาพริ้มยิ้มละไมดั่งเพชรใส ให้ใจจิตวิญญาณบานหทัย แผ่ขยายจนครอบคลุมภพอนันต์
  20. หากนั่งดีมีรางวัล ให้นั่งต่อ ใจของพ่ออยากให้ลูกนั้นสมฝัน ทำวิชชาครานี้ได้อัศจรรย์ ได้ช่วยกันโรมรันเช่นชาติเดิม
  21. ตั้งใจมองให้เห็นก็ไม่เห็น ว่าไม่เห็นมันก็เห็นตอนทีเผลอ จะให้อยู่ทำอย่างไรดีนะเออ ถ้าอยากเจอต้องมองไปหยั่งงั้นเอง
  22. เมื่อดวงตาปิดสนิทอย่างละมุน ไม่มีลุ้นเร่งจ้องมองที่หมาย ก็จะพบผู้รู้อยู่กลางกาย ธาตุอ่อนแก่มากมาย ถึงปลายทาง
  23. กายธรรมควรเทิดไว้ ในใจ เป็นสรณะภายใน เทียงแท้ กว่านี้ บ่ มีใด เทียบได้ น้อบนบท่านไว้แล ค่ำเช้าสุขเสมอ
  24. เป็นสิบปีกว่าจะได้ใครคนหนึ่ง ให้รู้ซึ้ง อุดมการณ์ งานเป้าหมาย เพียงคำพูด ไม่กี่คำ อาจทำลาย เหมือนไม้ใหญ่ ปลูกหลายวัน ฟันวันเดียว
  25. เมื่อจะพูดอะไร จงคิดก่อน ควรพูดตอน ใจเย็น ใช่ฉุนเฉียว งานของเรา ต้องการความกลมเกลียว เป็นหนึ่งเดียว ไปจนกว่าชนะมาร
  26. หยุดนิ่งนั่นแหละไซร้ พรหมจรรย์ พระผุดผ่านทุกวัน สะอาดเกลี้ยง นิวรณ์หมดสุขสันต์ สดชื่น ชีพรื่นธรรมหล่อเลี้ยง ผ่องทั้งกายใจ
  27. เป็นเถิดนะนำทิพย์ชโลมใจ ให้พ่อได้สดใสสมหวัง ลูกหยุดได้ชุบชีพให้พ่อยัง มีพลังต่อสู้หมู่มาร

พระธรรมเทศนา[แก้ไข]

ชีวิตสมณะ[แก้ไข]

1. ชีวิตที่ดีที่สุด หลวงพ่อขอยืนยันว่า...ชีวิตพระเป็นชีวิตที่ดีที่สุด..เหมาะสมกับชาวโลกที่สุดเลย เพราะเป็นชีวิตที่ปลอดกังวล มีเวลาสำหรับแสวงหาความรู้ภายใน ที่เรายังไม่รู้อีกมากมาย มีไว้สำหรับแสวงหาความสุข ที่มีมากกว่าความสุขด้วยลาภ ยศ สรรเสริญ อย่างที่มนุษย์เข้าใจ (7 ตุลาคม พ.ศ. 2544)

2. นิพพานเป็นเยี่ยม ดูชีวิตของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นตัวอย่าง พระองค์ทรงผ่านชีวิตมาแล้วทุกระดับ แม้แต่การเกิดในอบายภูมิก็เคยเกิด ในสุคติภูมิก็เกิด เป็นมนุษย์ก็เป็นมาทุกระดับ ตั้งแต่พระเจ้าจักรพรรดิ เป็นพระราชาผู้ยิ่งใหญ่ พระราชาธรรมดา พระราชาประเทศราช มหาเศรษฐีผู้ยิ่งใหญ่ กระทั่งเป็นมหาเศรษฐีธรรมดา ไล่เรื่อยมาถึงยากจน วณิพก เคยเป็นมาหมดแล้ว ท่านก็สรุปชีวิตของท่านว่า ไม่มีอะไรที่ยิ่งกว่าพระนิพพาน ควรแสวงหานิพพานอันเป็นเยี่ยม จึงได้สละทรัพย์ทุกอย่าง อวัยวะ แม้กระทั่งชีวิต เพื่อที่จะได้เข้าถึงพระธรรมกายภายใน เข้าถึงดวงธรรม เข้าถึงกายในกายภายใน เข้าถึงความจริงของชีวิต นี่เราดูพระองค์ท่านเป็นตัวอย่างนะลูกนะ (11 สิงหาคม พ.ศ. 2545)

3. อยู่อย่างมีเป้าหมาย บวชมาแล้วต้องมีวัตถุประสงค์เดียวเป็นหลัก คือ ทำพระนิพพานให้แจ้ง นอกนั้นก็เป็นเรื่องปลีกย่อยรองลงมา สิ่งนี้ต้องอยู่ในใจของลูกทุกรูป ถ้าไม่มีสิ่งนี้ บวชเป็นพระยากนะลูกนะ (7 ตุลาคม พ.ศ. 2544)

4. พระวัดพระธรรมกายต้องเข้าถึงพระธรรมกาย มาอยู่วัดพระธรรมกายแล้ว อย่าให้มีแต่ชื่อ วัดพระธรรมกาย เท่านั้น แต่พระในวัดพระธรรมกาย ต้องเข้าถึงพระธรรมกาย นี่คือวัตถุประสงค์ของการสร้างวัดมาตั้งแต่ต้น ที่ว่า สร้างวัดให้เป็นวัด สร้างพระให้เป็นพระ และ สร้างคนดีที่โลกต้องการ ( 7 ตุลาคม พ.ศ. 2544)

5. อย่าหายใจฟรี มาอยู่กับหลวงพ่อแล้ว อย่าให้หายใจฟรี ให้ได้อะไรกลับไปบ้าง ให้รู้เรื่องราวของเราไปบ้าง หลวงพ่อพยายามหาวิธี ที่จะบำรุงสังขาร ขันธ์ 5 ของลูกทุกคน อาหาร ปัจจัย 4 สิ่งของที่จำเป็นต่าง ๆ หวังเพียงให้ลูกทุกคนสนใจการปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง วันคืนล่วงไป ๆ จะได้ไม่สูญไปเปล่านะลูกนะ (7 ตุลาคม พ.ศ. 2544)

6. กฏของการถ่ายเท เราเป็นพระ ให้คิดแบบพระ พูดแบบพระ และทำแบบพระ ทำแค่ 3 อย่างนี้เท่านั้น ไม่ต้องทำอะไรเยอะแยะมากมาย เพียงแค่อย่าให้ใจเราออกนอกเส้นทางหรือไปคิดในเรื่องที่ไม่เป็นสาระ ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ พูด คิด หยุดนิ่ง ลิ้มรส เหยียดแขน คู้แขน กลับหน้า กลับหลัง หรือจะทำภารกิจอันใดก็ตาม อย่าทำตามลำพัง ให้มีเพื่อนอยู่เสมอ หมายความว่า ต้องมีพระอยู่ในตัว เป็นเพื่อนคู่ใจตลอดเวลา ถ้าทำอย่างนี้เดี๋ยวความรู้สึกว่า เป็นพระจะเกิดขึ้นเอง โดยที่เราไม่ต้องไปเคร่งครัด หรือ สำรวมอะไร เพราะความรู้สึกของเราอยู่กับพระตลอดเวลา แล้วคุรสมบัติของพระก็จะถ่ายทอดมาเป็นคุณสมบัติของเรา (26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2539)

อ้างอิง[แก้ไข]