วรงค์ เดชกิจวิกรม

จาก วิกิคำคม
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

นายแพทย์ วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต​สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ และปัจจุบันเป็นสมาชิกพรรครวมพลังประชาชาติไทย

คำพูด[แก้ไข]

  • ระบอบทุนสามานย์ยังอยู่ เช้านี้ผมไปเดินเยี่ยมพี่น้องประชาชนชาวพิษณุโลก ที่ตลาดใต้ มีประชาชนจำนวนมากมาพูดคุยกับผม บอกว่าสบายใจขึ้น ผมก็ตอบไปเช่นกันว่าสบายใจเช่นกัน มีสิ่งหนึ่งที่พวกเราต้องตระหนัก การเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะต้องช่วยกันนำพาประเทศ ให้ประชาชนอยู่ดีกินดีเท่านั้น แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นบทพิสูจน์ว่า ระบอบทุนสามานย์ยังอยู่ ยังมีความพยายามกระทำบางอย่างโดยอาศัยการเลือกตั้ง ดังนั้น พวกเราที่รักชาติบ้านเมือง ต้องร่วมพลังช่วยกันครับ
  • ทุกคนพูดถึงกระแสคนรุ่นใหม่ ที่ชักชวนพ่อ แม่ ผู้สูงอายุ ไปเลือกพรรคคนรุ่นใหม่ ทั้งๆที่ไม่เคยรู้จัก แต่เพราะกระแสคนรุ่นใหม่ ทำให้คล้อยตามกันไป และหลังเลือกตั้ง ได้เห็นโอกาสแห่งความวุ่นวายของประเทศ หลายๆท่านพูดว่า ต่อไปนี้พวกเราต้องมีสติ คนรุ่นพวกเราต้องมีสติ คนรุ่นพวกเราต้องชี้แนะคนรุ่นใหม่ที่เป็นลูกหลาน คนรุ่นพวกเราต้องดูแลลูกหลานไม่ให้ถูกชักจูง
  • ไม่เข้าใจจริง ๆ ว่า ทำไมฝ่ายประชาธิปไตย ไม่สนใจการทุจริตที่มีหลักฐาน เรื่องถุงยังชีพช่วยคนจนของ อบจ.ลำพูน แต่กลับมาสร้างกระแสบิดเบือน เรื่องตัดงบบัตรทอง 2,400 ล้านบาท และงบกระทรวงสาธารณสุข 1,200 ล้านบาท โชคดีที่ได้ฟังคำชี้แจง จากผู้เกี่ยวข้องถึงทราบว่า การบรรจุแพทย์ พยาบาล ตลอดจนเจ้าหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุข 45,684 ตำแหน่ง เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการต่อสู้กับโควิดนั้น ตามกฏหมายบังคับต้องใช้งบบัตรทองมาจ่ายเงินเดือนเท่านั้น มันก็แค่นี้เอง ซึ่งไม่ได้ไปตัดงบของเขาไปทำอย่างอื่น เพียงแต่กฎหมายไม่ได้ให้ สป.สช. จ่ายเงินเดือนเอง แต่ต้องโอนให้สำนักงบตั้งเป็นงบเงินเดือน ก็แค่นี้เองครับ ส่วนเงิน 2,400 ล้านบาท ก็ไม่ได้หายไปไหน เท่ากับว่าโรงพยาบาลต่าง ๆ ก็ประหยัดเงินบำรุงรวมไป 2,400 ล้านบาท เพราะใช้งบบัตรทองมาจ่ายเป็นเงินเดือนแทนแล้ว สุดท้าย ก็คือ เงินกระเป๋าซ้ายไปอยู่กระเป๋าขวา ส่วนงบกระทรวงสาธารณสุข 1,200 ล้านบาท ก็แค่เงินที่ดำเนินการไม่ทันเพราะติดช่วงโควิด ต้องตัดส่งเป็นงบกลาง ซึ่งเป็นเรื่องปกติ ทำไมกระทรวงกลาโหม รอบนี้เขาตัดเข้างบกลางสูงถึง 18,000 ล้านบาท แต่กลับไม่ยอมพูดถึงสักคำ มันยิ่งสะท้อนว่า ฝ่ายประชาธิปไตยนี้ เอาแต่สร้างข่าวบิดเบือน และที่สำคัญงบกลางส่วนใหญ่ ก็ให้กระทรวงสาธารณสุขไปสู้โควิดอยู่ดี การยิ่งสร้างข่าวปลอม ยิ่งสะท้อนว่าฝ่ายประชาธิปไตย “อิจฉาตาร้อน” ทั้งเรื่องผลการต่อสู้โควิดที่ได้ผลเป็นที่ชื่นชมทั่วโลก และการกล้าบรรจุข้าราชการให้พี่น้องแพทย์ พยาบาล เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ เลยเก็บอาการไม่อยู่ กูรูด้านความสำเร็จกล่วว่า ใครที่ “อิจฉาตาร้อน” ยิ่งสะท้อนว่าพวกเขาใกล้ที่จะล้มเหลว รัฐบาลโปรดมั่นใจที่จะเดินต่อไปบนพื้นฐานที่ทำปัจจุบัน คือ “เร่งชี้แจง โปร่งใส ใช้คนเก่ง” แค่นี้ประชาชนจะออกมาช่วยปกป้อง และฝ่ายประชาธิปไตยก็คงต้องเฉาไปเอง[1]
  • อยู่ไม่เป็น#ไม่ต้องอยู่ อยู่ๆก็มีคนมาบอกว่า บ้านนี้เมืองนี้"อยู่ไม่เป็น" ง่ายๆครับ อยู่ไม่เป็น ไม่ต้องอยู่ ดูต่อไป อยู่ไม่เป็น ไม่ต้องอยู่ [2]
  • ผมได้อ่านแถลงการณ์ของท่านอาจารย์นิติศาสตร์ ต่อการแสดงความคิดเห็นทางวิชาการ เห็นต่างจากศาลรัฐธรรมนูญว่า พรรคการเมืองเป็นนิติบุคคลเอกชน ไม่ใช่มหาชน แม้ผมไม่ใช่นักกฏหมาย แต่ผมขอใช้ประสบการณ์จริงเห็นต่างจากท่านอาจารย์ ซึ่งท่านอาจารย์จะอ้างหลักวิชาการ ว่านิติบุคคลมหาชนต้องเข้าหลักเกณฑ์ 3 ข้อ[3]
    • ๑. พิจารณาจากกฎหมายที่จัดตั้งนิติบุคคลนั้น ว่าจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายมหาชนซึ่งได้แก่ พระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกาหรือไม่
    • ๒. พิจารณาจากอำนาจที่องค์กรนั้นใช้ ว่าองค์กรนั้นใช้อำนาจมหาชนในลักษณะที่มีอำนาจเหนือหรืออำนาจฝ่ายเดียวหรือไม่ และ
    • ๓. พิจารณาจากกิจกรรมที่นิติบุคคลนั้นดำเนินการ ว่ากิจกรรมที่ทำเป็นเรื่องการจัดทำบริการสาธารณะหรือไม่
  • ท่านอาจารย์อาจมองแต่พรรคการเมือง ที่เป็นองค์การเดี่ยวๆ แต่ไม่มองเชื่อมโยงถึงส.ส.ที่ต้องสังกัดพรรคการเมือง ที่ไปใช้อำนาจในนามพรรคการเมือง เช่นเป็นกรรมาธิการเชิญราชการมาตรวจสอบ หรือแม้แต่ส.ส.ที่สังกัดพรรคที่ไปเป็นรัฐบาลก็ใช้อำนาจที่รับมาจากพรรคการเมืองไปใช้อำนาจ ดำเนินนโยบายบริการสาธารณะ พรรคการเมืองจึงใช้ความเป็นนิติบุคคลมหาชนผ่านส.ส.ที่ถูกบังคับสังกัดพรรค ที่สำคัญคือ พรรคการเมืองไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไรสูงสุดเหมือนเอกชน แต่ต้องทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ พรรคการเมืองยังได้รับงบสนับสนุนจากเงินภาษีของประชาชน พรรคการเมืองใช้อำนาจผ่านส.ส.ควบคุมรัฐ แต่เอกชนถูกรัฐควบคุม จึงไม่สามารถมาเทียบกับนิติบุคคลเอกชนได้เลย พรรคการเมืองจึงเป็นต้นธารของทุกสิ่งของประเทศที่จะต้องดูแลสาธารณะ[3]
  • ผมจึงมองว่าพรรคการเมืองเป็นนิติบุคคลมหาชนที่พิเศษตามพรป.พรรคการเมือง มากกว่านิติบุคคลรัฐทั่วไป จึงกำหนดที่มาของรายได้ 7 ทางเท่านั้น และเจตนาของกฏหมายจึงไม่ต้องการการครอบงำจากนายทุน เพราะปัญหาความขัดแย้งจากสังคมไทยนั้นเริ่มต้นมาจากพรรคการเมืองที่ถูกครอบงำจากทุนสมานย์ และถูกกำหนดทิศทางโดยนายทุน ไม่ตอบสนองประชาชนอย่างแท้จริง ถ้าไปตีความว่าพรรคการเมืองคือนิติบุคคลเอกชน สามารถทำทุกอย่างแบบเอกชนตามที่อาจารย์ว่า ผมรับรองได้เลยว่าประเทศชาติไปไม่รอดแน่นอน.[3]
  • เมื่อไม่นานมานี้ นักการคนหนึ่งได้เปิดประเด็น "ลอว์แฟร์” (Lawfare) นิติสงครามโดยระบุว่าเป็นการใช้กฎหมายหรือกระบวนการทางยุติธรรม เป็นเครื่องมือในการกำจัดศัตรูทางการเมือง ทั้งๆที่พวกตนเองเป็นผู้กระทำผิดกฏหมายอย่างเห็นได้ชัด แต่กลับไม่พูดถึง มาวันนี้นักการเมืองคนนี้ กำลังใช้ลอว์แฟร์เสียเอง จากมติที่ขับส.ส.ออกจากพรรค ถึงเวลากลับใช้ข้อกฏหมายมาอ้างเรื่ององค์ประชุม คุณทำกับเขาขนาดนี้แล้ว กลับใช้ลูกตุกติกไม่แจ้งกกต. ตามขั้นตอนของกฏหมาย ดูช่างไม่มีศักศรีจริงๆ ไม่สมกับอ้างว่าเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ เพราะแบบนี้นักการเมืองโบราณเขาทำกัน ที่ผมต้องนำเรื่องนี้มาพูด เพราะผมเชื่อว่าคนเหล่านี้ไม่จริงใจต่อประเทศไทยของเรา ลองดูว่า วันใดที่เขามีอำนาจ จะเผด็จการยิ่งกว่ายุคทักษิณเสียอีก[4]

อ้างอิง[แก้ไข]