สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี/26.08.1988

จาก วิกิคำคม
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

พระราชดำรัสในโอกาสที่เสด็จฯ ไปในการปิดการประชุมสัมมนาครูใหญ่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ณ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน กรุงเทพมหานครวันศุกร์ ที่ ๒๖ สิงหาคม ค.ศ. ๑๙๘๘

พระราชดำรัส[แก้ไข]

“ ท่านอธิบดีและทุก ๆ ท่านที่เกี่ยวข้องในที่นี้ ขอให้ถือว่าการที่เชิญมาพบในวันนี้ เป็น

เรื่องที่สืบเนื่องจากการประชุมสัมมนาที่จังหวัดนครปฐม ที่ท่านได้ประชุมกันมาเป็นเวลา ๓ วันแล้ว ก็คงจะได้ปรึกษาหารือถึงแนวทางที่จะปฏิบัติงานกันในปีต่อไป โครงการส่งเสริม คุณภาพการศึกษาในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนนั้น แต่ก่อนในระยะแรก เริ่มขึ้นด้วย ความสนใจที่จะศึกษาในเรื่องวิธีการที่จะพัฒนาบุคคลที่อยู่ในท้องถิ่นทุรกันดาร เมื่อแรกเริ่ม คือประมาณ พ.ศ. ๒๕๒๒ ถึง ๒๕๒๓ ประมาณนั้น ได้มีความสนใจในเรื่องนี้ แต่ว่ายังไม่ได้มี ความรู้ในหลักการและวิธีการที่จะปฏิบัติมากนัก จึงหาโอกาสที่จะศึกษา โดยการขออาศัย โรงเรียนในสังกัดตำรวจตระเวนชายแดนเป็นแหล่งที่ศึกษา เพราะเห็นว่าโรงเรียนในสังกัด ตำรวจตระเวนชายแดนนั้น เป็นโรงเรียนในเขตท้องถิ่นที่ห่างไกลการคมนาคม และมีภาวะที่ ยากลำบากต่าง ๆ ในตอนเริ่มต้นก็มุ่งไปในแง่ที่ว่า ทำอย่างไรเยาวชนที่อยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียน อย่างนั้น จะมีสุขภาพพลานามัยแข็งแรงสมบูรณ์ พร้อมที่จะสร้างเสริมสติปัญญา เพื่อ การศึกษาและพัฒนาตัวเองให้เป็นประโยชน์ต่อภูมิลำเนาและสังคมสืบต่อไป ในการจัดการ ก็ได้ทดลองเริ่มด้วยการให้การศึกษาและช่วยเหลือในทางด้านเกษตร วิธีการในตอนต้นนั้น ได้เลือกสรรเฉพาะครูที่สอนในโรงเรียนนำมา และขออาศัยวิทยากรจากหน่วยงานต่าง ๆ มา จัดการอบรมครู เผยแพร่แนวความคิดตั้งแต่ความรู้ในเรื่องของการเพาะปลูก ตั้งแต่เรื่องดิน เรื่องพืช เรื่องน้ำ และแม้แต่เรื่องการปราบศัตรูพืช ซึ่งมีทั้งผลดีและผลกระทบข้างเคียงที่อาจ จะเป็นอันตรายได้ ให้ความรู้เหล่านี้แก่ครู และให้ครูเป็นผู้ถ่ายทอดแก่ศิษย์ในโรงเรียนต่อไป เป็นการให้ความรู้ทางอ้อม และนอกจากความรู้ทางด้านการเกษตรแล้ว ก็ยังลงไปถึงเป้าคือ ความรู้เกี่ยวกับเรื่องของโภชนาการ เพราะในบางท้องที่ไม่ใช่ว่าคนไม่มีอาหารพอเพียงที่จะ บริโภคเท่านั้น บางครั้งสิ่งที่บริโภคแล้วจะมีประโยชน์แก่ร่างกายก็มีอยู่ แต่ความรู้ที่จะจัดการ เอาผลประโยชน์ให้มากที่สุดจากสิ่งที่มีอยู่นั้นก็ยังน้อย จึงจัดการอบรมในด้านนี้ ซึ่งก็มีผลดำเนินงานก้าวหน้ามา ครั้นถึงในช่วงต่อมาพักหนึ่ง ก็ได้ขอความช่วยเหลือจากกรมการ- ฝึกหัดครู โดยมีหลักการว่ากรมการฝึกหัดครู มีหน้าที่และมีความชำนิชำนาญในเรื่องของการ ฝึกหัดครู นั่นคือวิชาการที่ว่าด้วยการถ่ายทอดความรู้จากบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่ง ซึ่ง การศึกษาอันนี้ไม่ใช่ว่าเป็นของที่จะทำการไปได้ง่าย ๆ โดยที่ไม่มีหลักไม่มีเกณฑ์ เพราะว่าเป็น เรื่องที่ต้องอาศัยวิธีการ วิชาการเหมือนกัน ทางกรมการฝึกหัดครูก็ได้ช่วยมาเรื่อย ในการที่ จะทำโครงการเหล่านี้ให้เป็นระเบียบเป็นแบบแผน มีระบบขึ้นมา รวมทั้งระบบการสอน ระบบ การบริหาร ไปจนกระทั่งถึงระบบการประเมินผลหรือวัดผล ดังที่ท่านอธิบดีได้กล่าวมา สักครู่นี้ เมื่อพูดถึงการฝึกหัดครู ซึ่งเกี่ยวข้องอยู่ในเรื่องของการศึกษา ก็อดเสียไม่ได้ที่จะพูด ถึงเรื่องของการส่งเสริมคุณภาพการศึกษา เพราะนอกจากเป้าหมายในแนวคิด มีความเชื่อว่า คนเราถ้าได้รับการบำรุงอย่างดีให้สมองได้เติบโตขึ้นอย่างดีแล้วนั้น จะมีความสามารถในการ เรียนดีขึ้น เพราะฉะนั้นเราได้ปูพื้นฐานเบื้องต้นไว้ ซึ่งจริง ๆ แล้ว เราก็อาจจะพูดได้ว่า การที่ เราเอานักเรียนในวัยเรียนนี้มาเริ่มต้นโครงการ ก็อาจจะช้าไปสักนิดหนึ่ง เพราะว่าช่วงที่สมอง เจริญนั้น อาจจะเป็นช่วงที่เล็กกว่านั้น คืออาจจะเป็นงานของอนามัยหรือว่าเป็นงานของ ศูนย์เด็กเล็ก ซึ่งจะช่วยในการเอาเด็กมารวมกัน และให้บริการในด้านการดูแลรักษาที่ถูกต้อง เพื่อที่เป็นการปูให้เป็นเด็กนักเรียนที่มีคุณภาพ แต่ว่าเราก็พยายามทำให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็ว ได้ เพราะว่าเราสอนที่โรงเรียนนั้น ก็อาจจะได้ผลไปถึงผู้ปกครอง หรือนักเรียนที่เรียนจบ ไปแล้วไปมีครอบครัว ก็อาจจะเอาความรู้เหล่านั้นมาประยุกต์ให้เป็นประโยชน์ต่อการดูแล เลี้ยงดูบุตรของตนต่อไปได้จากประสบการณ์ที่ทำมานั้น ก็มีปัญหาอยู่เรื่องหนึ่ง คือเรื่องที่ว่าเราจะพัฒนาคน จะใช้วิธีการพัฒนาหรือว่าเป็นงานที่มาจากการกุศลอย่างหนึ่ง หรือการช่วยเหลือของฝ่าย ภาครัฐบาลเป็นบริการของรัฐที่พึงมีต่อประชาชน โดยที่ไม่ต้องคิดว่าให้ประชาชนเป็นผู้ร่วมมือ อย่างไร แต่เวลานี้ก็พูดกันมากถึงการกระตุ้นให้มีการช่วยตนเอง เพราะฉะนั้นวิธีการในการ ดำเนินโครงการ ไม่ว่าจะเป็นโครงการส่งเสริมศูนย์เด็กเล็ก หรือว่าขึ้นมาจนถึงภาคโรงเรียน นั้น บางครั้งก็มีปรากฏในบางแห่งที่ว่า คนที่จะสามารถเข้ามาในโรงเรียน หรือศูนย์ที่เราตั้งขึ้น ได้นั้น ต้องเป็นคนที่มีความกระตือรือร้นที่อยากจะพัฒนาบุตรหลานของตัวเองจริง ๆ เอาลูก มาฝากและก็มีค่าธรรมเนียมที่จะมาจ่ายให้ เป็นการจ่ายเพื่อนำมาดำเนินการ เพราะถือว่า เป็นการช่วยเหลือตัวเอง แต่ว่ามีหลายกรณีที่มีผู้มีฐานะปานกลางอยู่แล้ว หรือว่ามีการ พัฒนาไปได้ขั้นหนึ่งแล้ว จะเป็นผู้ที่นำบุตรหลานมา และก็ยินดีร่วมมือหรือจ่ายค่าใช้จ่าย ใน ขณะทบี่ คุ คลซงึ่ อยใู่ นเปา้ หมายของเราคือบุคคลที่อยู่ในท้องถิ่นนั้น แต่ว่า เขาไม่มีความสามารถ ที่จะช่วยเหลือตัวเองได้ หรือว่ายังไม่เห็นความสำคัญที่จะช่วยเหลือตัวเอง ก็ในเมื่อเขาไม่จ่าย เราก็ไม่ควรที่จะไปยุ่งกับเขา และก็จะช่วยแต่คนที่เขาเห็นคุณความดีของเรา แต่ในบางครั้งก็ไม่ทัน เพราะว่าถ้าเราทำแบบนี้เท่ากับเรามีความตั้งใจที่จะเจรจาสั่งสอนผู้ใหญ่หรือผู้ปกครอง นักเรียนเพื่อว่าคือคนรุ่นหนึ่งให้รู้จักว่า การช่วยตัวเองนั้นเป็นอย่างไร ถ้าไม่ช่วยตัวเองแล้วจะ ไม่ได้ผล ไม่ได้รับความช่วยเหลือ แต่คนรุ่นเด็กนั้นจะพลอยถูกทำโทษไปด้วย ก็เหมือนกับว่า คนรุ่นหลังนั้นก็ไม่มีโอกาสที่จะได้พัฒนาตนเอง เพราะว่าอย่างวัยขวบ สองขวบ คงช่วย ตัวเองไม่ได้ หรือเดินมาขอความช่วยเหลือเองไม่ได้เป็นแน่แท้ ก็เป็นว่าคนรุ่นนี้ส่วนหนึ่งจะ ไม่ได้รับการพัฒนา เพราะฉะนั้นถ้าเรามีความพยายามที่จะแสวงหาพวกนี้มาเข้าอยู่ในการ ดูแล เราอาจจะต้องเสียมากหน่อย แต่ก็คิดว่าน่าจะเป็นการคุ้มค่าสำหรับขั้นตอนที่เราได้ พัฒนางานของเรามาถึงช่วงหนึ่งแล้ว คือน่าจะนำพวกนั้นมาและก็เท่ากับให้โอกาสว่า ถ้าได้รับ การพัฒนาที่ดีแล้ว ต่อไปอาจจะเป็นบุคคลที่มีความรู้ความเข้าใจต่อไปอีกเรื่องหนึ่งคือ ขณะนี้กำลังคิดทดลองอีกโครงการหนึ่ง คือเรื่องของการศึกษาใน ด้านการเกษตร ซึ่งอันนี้ได้วางหลักสูตรกันเอาไว้แล้ว อาจจะทดลองสอนได้ ในช่วงต่อไป เป็นเรื่องของฝ่ายเกษตรและฝ่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษา คือหลักสูตรนี้ตั้งใจว่า นักเรียน หลายคนอาจจะไม่มีโอกาสศึกษาต่อในชั้นมัธยมศึกษา เพราะฉะนั้นเมื่อจบจากโรงเรียน ของเราแล้ว ก็จะออกไปมีฐานะเป็นพลเมืองหรือประชาชนชาวบ้านที่อยู่ในเขตนั้น ดังนั้น ในโรงเรียนก็เป็นการเตรียมเพื่อติดต่อประสานงานกับงานของกรมส่งเสริมการเกษตร คือ การแนะนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ ต่อเกษตรกร ในลักษณะของกลุ่มเกษตรกรและเกษตรกรที่เสรี เป็นแต่ละคน หรือว่ากลุ่มยุวเกษตรกร เราก็อาจเตรียมในลักษณะนั้นตั้งแต่ในโรงเรียน เพื่อให้ ความรู้ต่าง ๆ ในหลักสูตรแทน การที่เราสอนครูเป็นลักษณะทางอ้อม อันนี้ก็จะลองเท่ากับ สอนต่อนักเรียนเป็นทางตรง ซึ่งยังต้องอาศัยครูตำรวจตระเวนชายแดน ซึ่งส่วนมากจะมี ความรู้แต่ทางด้านการประกอบอาชีพท้องถิ่นอยู่บ้างกันแล้วทุกคน อันนี้เป็นเรื่องที่คิดว่า จะปฏิบัติต่อไป ซึ่งปัจจุบันนี้มีเทคโนโลยีใหม่ ๆ แต่ว่าไม่ยากนักที่จะทำให้การเกษตรเป็นไป อย่างดีขึ้น เป็นการทำการเกษตรที่ก้าวหน้า เป็นลักษณะของคนมีความรู้ที่จะทำ คนมีความรู้ ในที่นี้อาจจะไม่จำเป็นต้องจบมาจากวิทยาลัยเกษตร หรือมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แต่ว่า เราจะให้ความรู้ในช่วงนี้ บางเรื่องที่ควรทำ บางเรื่องที่ไม่ควรทำ ประกอบกับอาจจะถึงขั้นหนึ่ง ที่ไปถึงเรื่องของการรวมตัวกันของเกษตรกร จะเป็นในลักษณะของกลุ่มเกษตรกรหรือการ สหกรณ์ ซึ่งก็มีแบบอย่างมีแนวทาง เช่น มีกติกาต่าง ๆ เรื่องของการบริหารการเงินของ กลุ่ม เป็นต้น หรือว่าเรื่องกติกา เช่น ในเวลานี้มีหลายแห่งที่มีโครงการต่าง ๆ ของรัฐบาล หรือโครงการพระราชดำริอยู่แล้ว แต่ว่าการดำเนินงานของโครงการเหล่านี้ อาจจะเป็นไปได้ ไม่ดีนัก เพราะว่าคนที่อยู่ในกลุ่มในละแวกนั้นไม่ปฏิบัติตามกติกา เช่น การซื้อขาย กลไกของ ราคา หรือว่าการตกลงกันว่า จะต้องนำผลิตผลมารวมกันอย่างไร แล้วพอถึงจริงเข้าต่างคน ต่างแยกย้ายกันไปขาย ทำให้กลุ่มไม่มีความแข็งแกร่ง ไม่มีประสิทธิภาพที่จะต่อรองในระดับสูงขึ้นไป อย่างนี้เป็นต้น อันนี้อาจจะเป็นเรื่องที่เราจะให้แนวคิดตั้งแต่อยู่ที่โรงเรียน แต่อันนี้ ก็ยังไม่ได้ทดลองกัน เพราะยังไม่ทราบว่าจะเป็นไปได้อย่างไร ฉะนั้นในการประชุมครั้งนี้คง จะมีแนวทางเรื่องต่าง ๆ ซึ่งนอกจากเกษตรหรือประกอบอาชีพอย่างนี้แล้ว เคยได้ขอความ กรุณาในเรื่องที่ว่าปรับปรุงคุณภาพการศึกษาจริง ๆ คือ เรื่องการอ่าน การเขียน การศึกษา ให้นักเรียนในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนมีคุณภาพการศึกษา ไม่ให้แพ้หรือเสียเปรียบกับ นักเรียนในโรงเรียนประเภทอื่น ๆ ปัจจุบันนี้ก็มีคนที่มีหัวดีมีความสามารถที่จะเรียนชั้นสูง ๆ ขึ้นไปได้ อาจจะแยกเฉพาะบุคคลที่มีศักยภาพเหล่านี้ ให้มีโอกาสได้ศึกษาต่อไป เพื่อเป็น กำลังในการพัฒนาหรือเพื่อความก้าวหน้าสืบต่อไป ขอขอบคุณทุก ๆ ท่าน ที่มีความตั้งอกตั้งใจในการปฏิบัติหน้าที่ของแต่ละท่าน และก็ ขอให้ทุกท่านมีกำลังใจเข้มแข็งเช่นนี้สืบต่อไป

”

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้ไข]