สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี/29.04.1988

จาก วิกิคำคม
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

พระราชดำรัสในโอกาสที่เสด็จฯ ไปในการปิดการประชุมสัมมนาครูใหญ่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนณ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน กรุงเทพมหานครวันศุกร์ ที่ ๒๙ เมษายน ๑๙๘๘

พระราชดำรัส[แก้ไข]

“ ข้าพเจ้ามีความรู้สึกยินดี ที่ได้มาในพิธีปิดการประชุมสัมมนาครูใหญ่โรงเรียนตำรวจ-

ตระเวนชายแดน ในครั้งนี้เหมือนกับทุก ๆ ปี ที่เคยจัดการประชุมสัมมนากันมา ก็ได้เห็นว่า บรรดาครูใหญ่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน มาประชุมพร้อมกันในการสัมมนา ได้มีโอกาส แลกเปลี่ยนความคิดเห็น แลกเปลี่ยนวิธีการ เทคนิคในด้านการสอน และจัดการกับสิ่งที่ เกิดขึ้นในเขตหมู่บ้าน อันเป็นความรับผิดชอบ ได้มีโอกาสพูดกันถึงปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ในการทำงาน ซึ่งถ้าได้ปรึกษาหารือกัน คิดค้นหาวิธีแก้ไขก็จะดำเนินการไปได้ ปัญหาอุปสรรค ต่าง ๆ ก็จะค่อย ๆ บรรเทาลงไปดังที่เป็นอยู่ ถ้าคิดย้อนไปก็จะเห็นว่า กิจการงานต่างๆ ที่ทำมาได้มีความเจริญก้าวหน้าดีขึ้นมาก ทั้งนี้อาจกล่าวได้ว่า ความสำเร็จส่วนใหญ่อยู่ที่การปฏิบัติงานของทุก ๆ ท่านที่เป็นครูใหญ่และ ผู้ใต้บังคับบัญชาที่ทำงานกันมา ก็ทราบอยู่เองแล้ว ในการทำงานนี้จะเห็นได้ว่า มีหลาย ๆ คณะบุคคล ตั้งแต่ท่านผู้บังคับบัญชา ผู้แทนหน่วยราชการต่าง ๆ และหน่วยที่เป็นเอกชน ได้มา พร้อมใจกันช่วยให้งานนี้ สำเร็จลุล่วงไป เท่าที่ทำงานเฉพาะงานนี้ก็ ๓ ปีแล้ว ทำให้นักเรียน ในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ซึ่งอยู่ในเขตทุรกันดารหรือว่ามีปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นความจำเป็นที่ทางตำรวจตระเวนชายแดน จะต้องทำหน้าที่เป็นผู้ให้การศึกษาแก่ เยาวชนของประเทศ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า นอกจากที่จะต้องให้ความรู้ ทำงานในด้าน การเรียนการสอนแล้ว หน้าที่ของตำรวจก็ยังคงอยู่ คือหน้าที่การดูแลรักษาความสงบของ อาณาบริเวณนั้น และหน้าที่อื่น ๆ ของตำรวจก็ยังอยู่ยังต้องปฏิบัติพร้อมกันไปด้วย จึงเป็นสิ่งที่ น่าชมเชยมากที่ท่านผู้บัญชาการฯ ได้กล่าวมาเมื่อสักครู่นี้ถึงโครงการที่คิดจะปฏิบัติต่อไป คือเรื่อง ของการให้การศึกษาแก่นักเรียนของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนเพิ่มเติมขึ้น และโครงการ ที่จะช่วยฝึกอาชีพนักเรียนนั้น ได้ปรึกษากับหัวหน้าหน่วยราชการหลาย ๆ ท่าน ที่ได้อยู่ ณ ที่นี้ ด้วย ถึงแนวทางผลได้ ผลเสีย ของการที่จะทำให้นักเรียนของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ได้รับการศึกษาเพิ่มขึ้น ข้อที่อาจจะเป็นอุปสรรคต่าง ๆ ก็ได้พูดกันเรียบร้อยแล้ว พอสรุป ได้ว่าที่กล่าวว่าเป็นโครงการนั้น เป็นการเขียนไว้เพื่อเป็นแนวทางเท่านั้น แต่หลักคือ นักเรียน ของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนทั้งหลาย น่ามีโอกาสมากขึ้นในการพัฒนาความรู้ให้มี มากขึ้น กล่าวง่าย ๆ คือในขณะนี้นักเรียนจบชั้นสูงสุด คือชั้นประถมศึกษา ซึ่งมีนักเรียน บางส่วน อาจจะมีความสามารถและสติปัญญาที่จะได้รับความรู้เพิ่มเติมยิ่งกว่านี้ เราจะมา ช่วยกันว่าจะทำอย่างไรให้ผู้ที่สมควรได้รับการศึกษาเพิ่มขึ้นแต่มีอุปสรรค มีข้อขัดข้อง บางประการ ที่เขาจะไม่สามารถได้รับการศึกษา ให้คนเหล่านี้ได้มีโอกาสในชีวิตเพิ่มเติมขึ้น ก็อาจจะเป็นทั้งในลักษณะที่ส่งเข้าโรงเรียน ได้มีโอกาสเรียนเพิ่มเติมในโรงเรียนมัธยม และมี ทางที่จะช่วยเหลือให้เรียนได้ กับอีกอย่างหนึ่ง คือทางโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน อาจจะ ต้องได้สอนเพิ่มเติมขึ้นอีก ซึ่งในกรณีหลังนี้ก็ขึ้นอยู่กับครูบาอาจารย์ทุกท่านอีก ที่จะต้อง เหนื่อยหรือต้องลำบาก ต้องปฏิบัติงานมากขึ้น ทั้งนี้ก็ดูแล้วแต่โอกาส ไม่ใช่ว่าจะต้องทำ เดี๋ยวนี้ทุก ๆ รายไป เพียงแต่อยู่ในวิจารณญาณของท่านว่า นักเรียนผู้ใดสมควรจะได้รับความ ช่วยเหลือ พิจารณาเป็นราย ๆ ไป เหมือนอย่างที่หลักของโครงการที่เราทำกันมาอยู่เสมอ คือ แต่ละโรงเรียนคิดเป็นหน่วยโรงเรียน เราก็ถือว่าไม่เหมือนกัน เพราะว่าแต่ละโรงเรียนตั้งขึ้น ด้วยเหตุผลต่างกัน ตั้งอยู่ในภูมิประเทศที่ต่างกัน สิ่งแวดล้อมที่ต่างกัน ย่อมเอามาเปรียบเทียบ กันไม่ได้ว่าใครดีกว่าใคร อันนี้ถ้าเราคิดย่อยลงมาเป็นตัวนักเรียน เราก็ต้องดูว่าคนไหนเราควร จะพัฒนาช่วยเหลือไปในทางใด สำหรับโครงการเกี่ยวกับเรื่องการประกอบอาชีพก็เช่นกัน ในปัจจุบันก็มีอยู่แล้ว และ ก็ได้ขอความช่วยเหลือจากทางด้านกลุ่มอาชีวศึกษาเพิ่มเติมขึ้นอีก เพื่อที่จะให้นักเรียนที่อยู่ใน โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ซึ่งต่อไปจะเป็นประชาชนในหมู่บ้านที่โรงเรียนนั้นตั้งอยู่ ได้มี ความสามารถในการประกอบอาชีพ สามารถเลี้ยงตนและพึ่งตนเองได้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ก็จะทำได้ โดยลักษณะต่าง ๆ กัน เช่นเดียวกัน ในโอกาสนี้ขอให้ครูใหญ่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ผู้ปฏิบัติงานทุก ๆ ท่าน ผู้ที่ อยู่ในที่นี้ จงประสบแต่ความสุข ความสวัสดีและมีกำลังกาย กำลังใจ ในการปฏิบัติหน้าที่ ทั่วหน้ากัน

”

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้ไข]