อุสรา วิไลพิชญ์

จาก วิกิคำคม
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

คำคม[แก้ไข]

  • จะส่งผลกระทบต่ออัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) อังกฤษ ให้เติบโตลดลงเหลือ 1.2% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 1.9% ในปีนี้ ขณะที่จีดีพีของอียู คาดว่าจะลดลงมาอยู่ที่ 1.2% เช่นกัน จากเดิมที่คาดขยายตัวได้ 1.4% ทั้งนี้ คาดว่าจะส่งผลให้ค่าเงินปอนด์และค่าเงินยูโรอ่อนค่าลงไปอีกในระยะต่อไปเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยค่าเงินปอนด์จะอ่อนค่าได้ถึง 1.2300 ปอนด์ต่อดอลลาร์สหรัฐ และค่าเงินยูโรจะอ่อนตามไปด้วยอยู่ที่ 1.0300 ยูโรต่อดอลลาร์สหรัฐ

ด้านผลกระทบต่อสถาบันการเงินไม่น่ามีผลกระทบมาก ธนาคารกลางต่าง ๆ ในยุโรปมีการเตรียมความพร้อมไว้อยู่แล้ว เพราะมีข่าวล่วงหน้าไว้หลายเดือน ในส่วนสภาพคล่อง ธนาคารกลางยุโรปและอังกฤษมีอัดฉีดสภาพคล่องอยู่แล้ว ทั้งนี้ ต้องจับตาการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ของอังกฤษ เพราะประเทศที่ไปลงทุนในอังกฤษเป็นประเทศยุโรป อาจจะกระทบการลงทุนในอังกฤษหรือไม่

ในส่วนผลกระทบต่อค่าเงินบาทคาดว่าจะมีผลไม่มากนักเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นในเอเชีย เนื่องจากปริมาณการค้าระหว่างไทยและอังกฤษมีน้อยราว 1% เมื่อเทียบกับปริมาณการค้าทั้งหมด แต่อาจจะมีการอ่อนค่าในช่วงสั้น ๆ ในช่วงนี้ โดยกรอบอยู่ที่ราว 35.80-36.30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แต่คาดว่าช่วงก่อนปลายปีค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะแข็งค่าต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า ที่คาดว่าค่าเงินบาทจะอยู่ที่ 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ส่วนสกุลเงินที่มีความอ่อนไหวและค่าเงินจะได้รับผลกระทบมากคือ ริงกิตของมาเลเซีย รูเปียของอินโดนีเซีย และวอนของเกาหลีใต้ ทั้งนี้จะส่งผลให้เงินเยนแข็งค่าขึ้น คาดว่าจะแข็งค่าขึ้นได้ถึง 95 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ดี กรณีที่ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้น ก็เป็นผลดีต่อค่าบาท ทำให้ช่วยลดทอนผลกระทบค่าบาทลงลงได้

“เมื่อตลาดการเงินโลกเกิดความตื่นตัวและปิดความเสี่ยง (ริสออฟ) ริงกิต รูเปีย และวอน จะเป็นสกุลเงินหลักในเอเชียที่ได้รับผลกระทบและอ่อนค่าลง ส่วนผลกระทบกับค่าบาทไม่มากนัก ท้ายที่สุดแล้วยังต้องติดตามช่วงระยะ 2 ปี ที่อังกฤษจะออกจากอียู ส่วนกรณีการลาออกของนายเดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ มองว่าไม่ได้มีผลกระทบเพิ่มเติม นอกจากนี้ยังต้องติดตามท่าทีของประเทศในอียู อาทิ ฝรั่งเศส โปแลนด์ ฮังการี เดนมาร์ก ว่าจะมีทิศทางกับกรณีเบร็กซิทอย่างไร”

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจโลกในปีนี้ กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมหลักยังขยายตัวได้ต่ำ แต่เศรษฐกิจเอเชียยังขยายตัวได้ดี โดยเศรษฐกิจสหรัฐคาดว่าจะขยายตัวได้ 1% มองว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจจะไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ย หรืออาจจะขึ้นได้แค่ครั้งเดียวในปีนี้ ซึ่งความเป็นไปได้มีมากขึ้น หลังจากที่ประชามติอังกฤษออกจากอียู ดังนั้น จึงต้องจับตาการประชุมเฟดในครั้งต่อไปเดือนกรกฎาคมว่าเฟดจะส่งสัญญาณอย่างไร

“หลังจากที่อังกฤษออกจากอียู ทำให้แนวโน้มการขึ้นดอก เบี้ยของเฟดเป็นไปได้น้อย มองว่าเฟดอาจจะลดดอกเบี้ยมาที่เดิมหลังการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน เนื่องจากขณะนี้ เศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัวตามลำดับ และกำลังเข้าสู่วัฏจักรการชะลอตัว จากรอบเดิมมีอัตราการเติบโต 59 เดือน แล้วจะชะลอตัว แต่รอบนี้วัฏจักรการขยายตัว 84 เดือนแล้ว ดังนั้น เชื่อว่ากำลังจะชะลอตัวลงตามลำดับ นอกจากนี้ปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัว คือ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ที่มีการแข็งค่าตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้นโยบายการเงินตึงตัว ไม่เอื้อต่อการฟื้นตัวในอนาคต และทำให้ต้นทุนการเงินแพงขึ้น และเรื่องโครงสร้างการผลิตด้านพลังงานที่ลดลง ขณะที่เศรษฐกิจจีน คาดว่าจะโตได้ 6.7-6.8% เพราะการปรับสมดุลเศรษฐกิจเริ่มส่งผลชัดเจน สัดส่วนภาคบริการมีบทบาทมากขึ้น ภาคอุตสาหกรรมลดบทบาทลง


กรณีการเบร็กซิท ธปท.จะลดอัตราดอกเบี้ยหรือไม่นั้น มองนโยบายการเงินผ่อนคลาย และในตลาดการเงินมีสภาพคล่อง 1.7 ล้านล้านบาทต่อวัน ไม่จำเป็นต้องลดอัตราดอกเบี้ย ที่ผ่านมา ธปท.มองความเสี่ยงเบร็กซิทอยู่แล้ว เพราะผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจจริงน้อย ธปท.น่าจะเก็บกระสุนไว้ก่อน คาดว่า ธปท.จะคงไว้ที่ 1.50% ในช่วงตลอดทั้งปี ส่วนภาคการส่งออกคาดว่าจะขยายตัวได้ 3%

อ้างอิง[แก้ไข]

w
วิกิพีเดีย มีบทความเกี่ยวกับ