เลียง ไชยกาล

จาก วิกิคำคม
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
w
วิกิพีเดีย มีบทความเกี่ยวกับ

นายเลียง ไชยกาล สมาชิกผู้แทนราษฎรประเภทที่ 1 ของจังหวัดอุบลราชธานี ได้ตั้งกระทู้ด่วน 8 ประเด็น ซักถามนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นคือ พระยาพหลพลพยุหเสนา ถึงเรื่องการซื้อที่ดินในส่วนของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ อันดูจะเป็นการกระทำที่มิชอบ ในวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2480

ถ้อยคำอภิปราย[แก้ไข]

นายเลียง - "ท่านทราบหรือไม่ว่าที่ดินแทบทุกแห่งที่ขายคราวนี้ มีลักษณะที่น่าสนใจอยู่ข้อหนึ่งคือ รายได้จากที่ดินไล่เลี่ยกันกับเงินค่าซื้อผ่อนส่ง หมายความว่าผู้ซื้อไม่ต้องลงทุนก็ได้ เช่นรายที่ดินที่ขายให้พระดุลยธารณ์ปรีชาไวท์ได้ค่าเช่าเดือนละ ๑๕๐ บาท ผ่อนส่งเพียงเดือนละ ๑๐๐ บาท เป็นต้น ถ้าท่านไม่ทราบ ก็ขอเรียนข้อเท็จจริงให้ทราบดังกล่าวมานี้ และขอถามว่าท่านจะลงโทษผู้ทุจริตยิ่งกว่าไล่ออกเฉย ๆ ได้ไหม เพราะไล่ออกเฉย ๆ เขาไม่ทุกข์ร้อนเพราะเขาได้ทรัพย์คุ้มพอแล้ว"

พระยาพหลฯ - "เท็จจริงไม่ทราบ แต่ที่ดินที่อ้างนั้นไม่จริง"

บันทึกว่า ต่อจากนั้นการโต้แย้งกัน และนายเลียงถูกประธานสภาฯ ท้วงว่า ตามระเบียบซักได้ ๓ ข้อเท่านั้น และเมื่อนายกฯอ้างว่า ที่ดินเหล่านั้น เท่ากับพระราชทานให้โดยพระมหากรุณา

นายเลียง - "รัฐบาลระลึกหรือไม่ว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงพระเยาว์ พระมหากรุณาที่ให้ใครเป็นผู้ให้ และเหตุใดจึงมีพระมหากรุณาแก่ผู้ซื้อเหล่านั้นเท่านั้น"

พระยาพหลฯ - "ก็ที่ดินรายนี้ขายกันด้วยพระมหากรุณานี่ ซึ่งเมื่อท่านพอใจอาจยกให้เลยก็ได้"

นายเลียง - "ทำไมจึงเลือกมีพระมหากรุณาแก่พระดุลยธารณ์ ขุนวิชิตสุรการ และบางคน ทำไมไม่มีพระมหากรุณา อย่างเช่นแก่หลวงสินธุฯ หรือหลวงประดิษฐ์ (หรือหลวงดำรงฯ)"

พระยาพหลฯ (บันทึกว่าออกจะหัวเสีย) - "ข้าพเจ้าจะไปรู้ได้อย่างไร มันเป็นเรื่องกระเป๋าของเขา" จากนั้นบันทึกว่ามีการอภิปรายกันรุนแรง จนกระทั่งนายกรัฐมนตรีไม่อาจอดกลั้นความอัดอั้นตันใจไว้ได้ ลุกขึ้นตอบโต้ด้วยน้ำเสียงระบายอารมณ์ดังพร่าขึ้นทุกที

พระยาพหลฯ - "พูดกันแต่ในที่จริงแล้ว ไม่ใช่อวด ตั้งแต่ปู่ข้าพเจ้ามาทีเดียว ได้รับราชการอย่างซื่อสัตย์สุจริต มิได้คิดฉ้อฉลในทางทุจริตใด ๆ เลย ยิ่งกว่านั้นในความรู้สึกของข้าพเจ้า ในหน้าที่นายกฯ ท่านจะทำงานสู้ข้าพเจ้าไม่ได้ทีเดียว ข้าพเจ้ามีอำนาจเพียงเท่านี้ เท่าที่ท่านให้มา ถ้าข้าพเจ้ามียิ่งกว่านี้ ก็ขอให้ท่านคอยดู พวกท่านทั้งหลายไม่รู้หรอก..."

บันทึกว่า เสียงของนายกฯ สั่นขึ้นทุกที และดังจนแหลม เมื่อพูดต่อไปอีก

พระยาพหลฯ - "...ท่านไม่รู้หรอกว่ามันคับใจ มันมีลับลมคมในอย่างไร แต่ข้าพเจ้าก็ให้คำมั่นสัญญาได้ว่า ในเรื่องนี้สภาฯจะเอาอย่างไรก็เอา หรือจะตั้งกรรมาธิการมาสอบสวนก็ได้"

นายเลียง - "ความจริงโดยเฉพาะ ตัวเจ้าคุณนายกรัฐมนตรีไม่มีใครเลยที่จะคิดไปในทางทุจริต แต่โดยเฉพาะเรื่องที่ต้องกล่าว ก็เพราะเกี่ยวกับตำแหน่งหน้าที่ ซึ่งด้วยความจริงท่านก็ได้ตั้งผู้อื่นไปทำการแทน คือพระดุลยธารณ์ฯ ซึ่งน่าจะเป็นผู้รู้ดีกว่าใคร ๆ ทั้งตัวพระดุลยธารณ์ก็ได้มีส่วนในการนี้ด้วย"

พระดุลยธารณ์ฯ (รัฐมนตรีสั่งราชการแทนนายกฯ และมีตำแหน่งผู้บังคับสำนักพระราชวังด้วย) ลุกขึ้นตอบ

พระดุลยธารณ์ฯ - "ข้าพเจ้ายินดีที่สมาชิกเสนอขอให้มีการซักฟอกเกี่ยวแก่เรื่องนี้ โดยเฉพาะที่พาดพิงถึงข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอแถลงว่าพฤติการณ์อันเกี่ยวแก่ข้าพเจ้านี้ ไม่มีใครรู้ดีกว่าเจ้าคุณนายกรัฐมนตรี" เมื่อคำตอบและคำแถลงอยู่ในลักษณะอันอาจเรียกได้ว่า 'กำกวม' ดังนี้

นายมงคล รัตนวิจิตร (ส.ส.นครศรีธรรมราช) จึงลุกขึ้นอภิปราย

นายมงคล - "ถ้าเจ้าคุณนายกฯ มัวแต่กล่าวว่าท่านก็แน่นอยู่ในอกเช่นนี้แล้ว เราจะพบความขาวสะอาดได้ที่ไหน ข้าพเจ้าไม่เข้าใจว่า ในหลวงของเราซึ่งมีพระชนมายุเพียง ๑๑ พรรษา ในเวลานี้ ทรงศึกษาอยู่ในยุโรป มาเกิดทรงเสน่หาอะไรกับพวกท่านที่ได้ซื้อที่เหล่านี้ขึ้นในเวลานี้ เฉพาะอย่างยิ่งก่อนวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ขอพูดตรง ๆ ว่า เป็นความรู้สึกว่าเห็นแก่พวกพ้องกันอย่างมาก ๆ และเป็นความรู้สึกที่กระหึ่มกันอยู่ในที่ทั่ว ๆ ไป"

นายเนย สุจิมา (ส.ส.อุบลราชธานี) อภิปรายว่า

นายเนย - "เห็นว่าการกระทำครั้งนี้ ถ้าเป็นทรัพย์ส่วนพระองค์ของผู้สำเร็จราชการทำได้ แต่ถ้าเป็นของกษัตริย์ทำไม่ได้ ทั้งการกระทำครั้งนี้ก็ได้กระทำกันก่อนที่ พ.ร.บ. จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์จะออกมาบังคับใช้"

ประธานสภาฯ สั่งห้ามพูดต่อ แล้วเลยยุติการประชุม