๒๒๗ สิกขาบท เทศน์ภาคปฏิบัติ

จาก วิกิคำคม

A old white plate-Cetiyas Nirvana.png

ธรรมวินัย ๒๒๗ สิกขาบท

คำเทศน์ หลวงปู่จันทา ถาวโร



เริ่มปฐมสิกขาบท ปาราชิก
 
Cquote1.png ปาราชิก ๔ นี้เป็นกฎหมายอันเด็ดขาดของ ศาสนาพุทธ ถ้าเป็นกฎหมายทางฝ่ายโลกก็ตัดสิน ประหารชีวิตนะ ถ้าต้องปาราชิกเข้าแล้วข้อใดข้อหนึ่งก็ ขาดจากความเป็นภิกษุ หาสังวาสไม่ได้ ถ้าต้องปราราชิกแล้วยังไปร่วมอุโบสถสังฆกรรม ทําให้สังฆกรรมนั้นเศร้าหมองนะ แปลว่า ทําลายศาสนา ห้ามสวรรค์ ห้ามนิพพานทั้งภพนี้และภพหน้า เป็น มนุสสสุญญตะ หมดภพชาติที่จะได้มาเป็นมนุษย์ ขาดใจเมื่อไรลงมหาโลกันตนรกเมื่อนั้น Cquote2.png

แต่ละข้อ ใน ๒๒๐ สิกขา
A old white plate-Cetiyas Nirvana.png[1]
สิกขาบทที่ ๑สิกขาบทที่ ๒สิกขาบทที่ ๓สิกขาบทที่ ๔สิกขาบทที่ ๕สิกขาบทที่ ๖สิกขาบทที่ ๗สิกขาบทที่ ๘สิกขาบทที่ ๙สิกขาบทที่ ๑๐สิกขาบทที่ ๑๑สิกขาบทที่ ๑๒สิกขาบทที่ ๑๓สิกขาบทที่ ๑๔สิกขาบทที่ ๑๕สิกขาบทที่ ๑๖สิกขาบทที่ ๑๗สิกขาบทที่ ๑๘สิกขาบทที่ ๑๙สิกขาบทที่ ๒๐สิกขาบทที่ ๒๑สิกขาบทที่ ๒๒สิกขาบทที่ ๒๓สิกขาบทที่ ๒๔สิกขาบทที่ ๒๕สิกขาบทที่ ๒๖สิกขาบทที่ ๒๗สิกขาบทที่ ๒๘สิกขาบทที่ ๒๙สิกขาบทที่ ๓๐สิกขาบทที่ ๓๑สิกขาบทที่ ๓๒สิกขาบทที่ ๓๓สิกขาบทที่ ๓๔สิกขาบทที่ ๓๕สิกขาบทที่ ๓๖สิกขาบทที่ ๓๗สิกขาบทที่ ๓๘สิกขาบทที่ ๓๙สิกขาบทที่ ๔๐สิกขาบทที่ ๔๑สิกขาบทที่ ๔๒สิกขาบทที่ ๔๓สิกขาบทที่ ๔๔สิกขาบทที่ ๔๕สิกขาบทที่ ๔๖สิกขาบทที่ ๔๗สิกขาบทที่ ๔๘สิกขาบทที่ ๔๙สิกขาบทที่ ๕๐สิกขาบทที่ ๕๑สิกขาบทที่ ๕๒สิกขาบทที่ ๕๓สิกขาบทที่ ๕๔สิกขาบทที่ ๕๕สิกขาบทที่ ๕๖สิกขาบทที่ ๕๗สิกขาบทที่ ๕๘สิกขาบทที่ ๕๙สิกขาบทที่ ๖๐สิกขาบทที่ ๖๑สิกขาบทที่ ๖๒สิกขาบทที่ ๖๓สิกขาบทที่ ๖๔สิกขาบทที่ ๖๕สิกขาบทที่ ๖๖สิกขาบทที่ ๖๗สิกขาบทที่ ๖๘สิกขาบทที่ ๖๙สิกขาบทที่ ๗๐สิกขาบทที่ ๗๑สิกขาบทที่ ๗๒สิกขาบทที่ ๗๓สิกขาบทที่ ๗๔สิกขาบทที่ ๗๕สิกขาบทที่ ๗๖สิกขาบทที่ ๗๗สิกขาบทที่ ๗๘สิกขาบทที่ ๗๙สิกขาบทที่ ๘๐สิกขาบทที่ ๘๑สิกขาบทที่ ๘๒สิกขาบทที่ ๘๓สิกขาบทที่ ๘๔สิกขาบทที่ ๘๕สิกขาบทที่ ๘๖สิกขาบทที่ ๘๗สิกขาบทที่ ๘๘สิกขาบทที่ ๘๙สิกขาบทที่ ๙๐สิกขาบทที่ ๙๑สิกขาบทที่ ๙๒สิกขาบทที่ ๙๓สิกขาบทที่ ๙๔สิกขาบทที่ ๙๕สิกขาบทที่ ๙๖สิกขาบทที่ ๙๗สิกขาบทที่ ๙๘สิกขาบทที่ ๙๙สิกขาบทที่ ๑๐๐สิกขาบทที่ ๑๐๑สิกขาบทที่ ๑๐๒สิกขาบทที่ ๑๐๓สิกขาบทที่ ๑๐๔สิกขาบทที่ ๑๐๕สิกขาบทที่ ๑๐๖สิกขาบทที่ ๑๐๗สิกขาบทที่ ๑๐๘สิกขาบทที่ ๑๐๙สิกขาบทที่ ๑๑๐สิกขาบทที่ ๑๑๑สิกขาบทที่ ๑๑๒สิกขาบทที่ ๑๑๓สิกขาบทที่ ๑๑๔สิกขาบทที่ ๑๑๕สิกขาบทที่ ๑๑๖สิกขาบทที่ ๑๑๗สิกขาบทที่ ๑๑๘สิกขาบทที่ ๑๑๙สิกขาบทที่ ๑๒๐สิกขาบทที่ ๑๒๑สิกขาบทที่ ๑๒๒สิกขาบทที่ ๑๒๓สิกขาบทที่ ๑๒๔สิกขาบทที่ ๑๒๕สิกขาบทที่ ๑๒๖สิกขาบทที่ ๑๒๗สิกขาบทที่ ๑๒๘สิกขาบทที่ ๑๒๙สิกขาบทที่ ๑๓๐สิกขาบทที่ ๑๓๑สิกขาบทที่ ๑๓๒สิกขาบทที่ ๑๓๓สิกขาบทที่ ๑๓๔สิกขาบทที่ ๑๓๕สิกขาบทที่ ๑๓๖สิกขาบทที่ ๑๓๗สิกขาบทที่ ๑๓๘สิกขาบทที่ ๑๓๙สิกขาบทที่ ๑๔๐สิกขาบทที่ ๑๔๑สิกขาบทที่ ๑๔๒สิกขาบทที่ ๑๔๓สิกขาบทที่ ๑๔๔สิกขาบทที่ ๑๔๕สิกขาบทที่ ๑๔๖สิกขาบทที่ ๑๔๗สิกขาบทที่ ๑๔๘สิกขาบทที่ ๑๔๙สิกขาบทที่ ๑๕๐สิกขาบทที่ ๑๕๑สิกขาบทที่ ๑๕๒สิกขาบทที่ ๑๕๓สิกขาบทที่ ๑๕๔สิกขาบทที่ ๑๕๕สิกขาบทที่ ๑๕๖สิกขาบทที่ ๑๕๗สิกขาบทที่ ๑๕๘สิกขาบทที่ ๑๕๙สิกขาบทที่ ๑๖๐สิกขาบทที่ ๑๖๑สิกขาบทที่ ๑๖๒สิกขาบทที่ ๑๖๓สิกขาบทที่ ๑๖๔สิกขาบทที่ ๑๖๕สิกขาบทที่ ๑๖๖สิกขาบทที่ ๑๖๗สิกขาบทที่ ๑๖๘สิกขาบทที่ ๑๖๙สิกขาบทที่ ๑๗๐สิกขาบทที่ ๑๗๑สิกขาบทที่ ๑๗๒สิกขาบทที่ ๑๗๓สิกขาบทที่ ๑๗๔สิกขาบทที่ ๑๗๕สิกขาบทที่ ๑๗๖สิกขาบทที่ ๑๗๗สิกขาบทที่ ๑๗๘สิกขาบทที่ ๑๗๙สิกขาบทที่ ๑๘๐สิกขาบทที่ ๑๘๑สิกขาบทที่ ๑๘๒สิกขาบทที่ ๑๘๓สิกขาบทที่ ๑๘๔สิกขาบทที่ ๑๘๕สิกขาบทที่ ๑๘๖สิกขาบทที่ ๑๘๗สิกขาบทที่ ๑๘๘สิกขาบทที่ ๑๘๙สิกขาบทที่ ๑๙๐สิกขาบทที่ ๑๙๑สิกขาบทที่ ๑๙๒สิกขาบทที่ ๑๙๓สิกขาบทที่ ๑๙๔สิกขาบทที่ ๑๙๕สิกขาบทที่ ๑๙๖สิกขาบทที่ ๑๙๗สิกขาบทที่ ๑๙๘สิกขาบทที่ ๑๙๙สิกขาบทที่ ๒๐๐สิกขาบทที่ ๒๐๑สิกขาบทที่ ๒๐๒สิกขาบทที่ ๒๐๓สิกขาบทที่ ๒๐๔สิกขาบทที่ ๒๐๕สิกขาบทที่ ๒๐๖สิกขาบทที่ ๒๐๗สิกขาบทที่ ๒๐๘สิกขาบทที่ ๒๐๙สิกขาบทที่ ๒๑๐สิกขาบทที่ ๒๑๑สิกขาบทที่ ๒๑๒สิกขาบทที่ ๒๑๓สิกขาบทที่ ๒๑๔สิกขาบทที่ ๒๑๕สิกขาบทที่ ๒๑๖สิกขาบทที่ ๒๑๗สิกขาบทที่ ๒๑๙สิกขาบทที่ ๒๑๙สิกขาบทที่ ๒๒๐



ชำระอธิกรณ์ ๗ สิกขาบท
 
Cquote1.png ศีลของพระมี ๒๒๗ ข้อ ปาราชิก ๔ สิกขาบท นี่เป็นกฎหมาย อย่างหนักของพระ ต้องเข้าแล้วขาดจากความเป็นพระ สังฆาทิเสส ๑๓ สิกขาบท ต้องเข้าแล้วต้องอยู่กรรมจึงจะพ้นได้ อนิยต ๒ สิกขาบทปรับโทษ ๓ ประเด็น อย่างใดอย่างหนึ่งคือ ปาราชิก สังฆาทิเสส หรือ ปาจิตตีย์ นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ สิกขาบท เมื่อต้องเข้าแล้ววัตถุสมบัตินั้นเป็นนิสสัคคีย์ พระเป็นปาจิตตีย์ ปาจิตตีย์ ๙๒ สิกขาบท ต้องเข้าแล้วเป็นปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ๔ สิกขาบท ต้องเข้าแล้วก็ปรับโทษปาฏิเทสนียะตามสิกขาบทนั้นๆ เสขิยวัตร ๗๕ สิกขาบท อธิกรณสมถะ ๗ สิกขาบท รวมแล้ว ๒๒๗ สิกขาบท นี่เป็นศีลของพระ แต่อธิกรณะสมถะ ๗ สิกขาบทนั้น ไม่ใช่พระวินัย ไม่ใช่ศีลของพระ แต่เป็นเรื่องของพระวินัยธรหรือสงฆ์ชําระอธิกรณ์ที่เกิดขึ้นในกลุ่มสงฆ์นั้น ฉะนั้น ศีลของพระมี ๒๒๐ สิกขาบท รวมอธิกรณสมถะเข้าไปอีก ๗ สิกขาบท ก็เป็น ๒๒๗ สิกขาบท Cquote2.png

ตัดสินอธิกรณ์ ๗ สิกขาบท

****************
****************

หนังสือ[2] ธรรมวินัย ๒๒๗ จากเทปบันทึกเสียง[แก้ไข]


A old white plate-Cetiyas Nirvana.png

ธรรมวินัย ๒๒๗ สิกขาบท[3]

คำเทศน์ หลวงปู่จันทา ถาวโร


ปาราชิก ๔ สิกขาบท
ข้อที่ ๑
[4]
  สิกขาบทที่ ๑

 
Cquote1.svg

เสพอย่างไร บางคนก็ไม่รู้นะ เสพเมถุนสังวาสกับมนุษย์ก็ดี สัตว์ เดรัจฉานก็ดี ทางทวารหนัก ทวารเบา ตลอดถึงรักแร้ แอบแอขา หรือ ปากตุ๊กแก มันจะไม่กัดเอาบ่? บ่! ตุ๊กแกมันตัวใหญ่นะสมัยนั้น กําปาก ให้มันอ้าแล้วเอาเหล็กแข็งๆ หันเขี้ยวมันหักแล้ว ปากมันแดงจ้า ยัด องคชาติเข้าไปมันก็ขบกัดเข้า ความกําหนัดเกิดขึ้น น้ำสุกกะ (อสุจิ) เคลื่อนออกก็สําเร็จได้เหมือนกันนั่นแหละ เมื่อเสพเข้าไปแล้ว ทางทวารหนักก็ดี ทวารเบาก็ดี ตลอดถึง รักแร้ แอบแอขาของผู้หญิงนั่นแหละ ขึ้นชื่อว่าผู้หญิงแล้วมีความกําหนัด พอที่จะเสพได้ทั้งนั้น ไม่เลือก ได้ทุกอย่าง ได้ทุกสถานที่ พอใจเสพได้ เพราะร่างกายของผู้หญิงนิ่มนวลดี กลิ่นมันก็หอมหื่นชื่นใจหอมหวนชวน ใจ จับที่ไหนมาดมก็หอมหื่นชื่นใจ นี่เป็นบ้าเลย บ้าตัณหา บ้ากามเกิดขึ้น ถ้าเสพเข้าไปแล้ว ยังองคชาติเข้าไปในทวารเบานั่น พอสัมผัสพึบความ กําหนัดเกิด เมื่อน้ำสุกกะเคลื่อนพรึบ สะแม่นหมดตัวนะ นั่นแหละต้อง อาบัติปาราชิกนะ อะสังวาโส หาสังวาสในศาสนาพุทธต่อไปไม่ได้ นี่ แหละมันหนักแน่นถึงขนาดนั้น สิกขาบทนี้ ครั้งพุทธกาลโน้น พระสุทินเป็นตัวอย่าง ลูกชายของ เศรษฐีเมืองเวสาลี บวชได้นานหลายปีแล้ว เจริญสมณธรรมก็ยังไม่ เป็นไปเพราะอินทรีย์ยังอ่อน บารมียังอ่อน ไม่ถึงคราวจะเกิดขึ้น ไปเยี่ยม บ้านพ่อกับแม่และภรรยาเก่าก็ช่วยกันอ้อนวอนขอให้สึก “โอ๊ย สึกไม่ได้ เสียดายการบวชในศาสนานี้นะ บวชได้สําเร็จ มรรคผล ธรรมวิเศษเป็นพระอรหันต์กันสนั่นหวั่นไหว เหาะเหินเดินฟ้า ได้ก็มี ไปนรกไปสวรรค์ได้ก็มี ถ้าสึกออกมาสร้างโลกก็ไม่สําคัญอะไร หรอก” “ถ้าไม่สึก ก็ขอพืชนะท่าน” “เออ ขอพืชพันธุ์ไว้ได้ ไม่เป็นไร” ก็เข้าไปในห้้้องเลย เมียก็เป็นคนใหญ่นะ ท้ายก็ใหญ่ อะไรมันก็ ใหญ่ เข้าไปก็นอนเลย เสพกันสนั่นหวั่นไหว หิวมาหลายปีแล้วนั่นแหละ จนได้บุตร เมื่อได้บุตรแล้ว โลกเขาก็เห็น หมู่เพื่อนก็เห็นเป็นอย่างนั้น อ้าว...นักบวชมาทําอย่างนี้ ใช้ไม่ได้ พระสงฆ์ก็เลยนําเรื่องขึ้น กราบทูลพระพุทธเจ้า “ข้าแต่พระองค์เจ้าผู้ประเสริฐ พระสุทินเสพกามกับภรรยาเก่า แล้วจนได้บุตร จะทําอย่างไรดีหนอ พระเจ้าข้า?” แต่นั้นคืนหลังไปนะ พระองค์เจ้ายังไม่ได้ตั้งสิกขาบท ฉะนั้น พระองค์เจ้าจึงเรียกประชุมสงฆ์ ๕๐๐ องค์ เรียกพระสุทินเข้ามาซักไซ้ไต่ ถาม “เธอ ได้เสพกามอย่างเขาว่าหรือ?” “เสพ พระเจ้าข้า” “เสพเพราะเหตุใด” “ข้าพระองค์ยังมีใจยินดีในศาสนาอยู่ แต่ภรรยาและพ่อแม่เขา อ้อนวอนอยากได้พืชพันธุ์ไว้สืบชาติสืบตระกูล สมบัติ ๘๐ โกฎิ ไม่มีใคร จะครองต่อไป ข้าพระองค์ก็เลยเสพกามให้จนได้บุตร ๑ คน” พระองค์เจ้าก็เลยปรับโทษ พระสุทิน เป็นปฐมสิกขาบทครั้งแรกนี่ แหละ มีพระสุทินเป็นเหตุนะ จําไว้ พระองค์จึงได้ตั้งสิกขาบทนี้ขึ้นตั้งแต่ นั้นมา ปาราชิก สิกขาบทที่ ๑ ภิกษุเสพเมถุน ต้องปาราชิก พระสุทินนี่ จะว่าเป็นผู้มีคุณก็ใช่นะ เพราะเป็นเหตุให้พระองค์เจ้า

ตั้งสิกขาบทขึ้น แล้วพระองค์เจ้าก็ปรับโทษแต่เพียงสังฆาทิเสสเท่านั้น ไม่ ปรับโทษถึงขั้นปาราชิก นั่นแหละ ก็เลยให้อยู่ปริวาสกรรม ๒๓ วัน เสร็จ แล้วอยู่มานัต ๖ ราตรี แล้วภิกษุสงฆ์ ๒๐ รูป ก็นําสวดอัพภานต่อหน้า พระพุทธเจ้า ไม่มีโบสถ์เหมือนทุกวันนี้ดอก พระพุทธเจ้าและสงฆ์นั่ง ล้อมรอบ ๒๐ องค์ แล้วก็มีพระผู้สวดอัพภาน คล้ายกันกับการบวชนั่น แหละ พระสุทินก็เลยพ้นจากโทษ พระสุทินก็ตั้งใจเจริญธรรม ใจก็ผ่องใสได้สําเร็จเป็นพระอรหันต์ นะ ลูก (เจ้าพืช) ก็ออกบวชได้สําเร็จพระอรหันต์เหมือนกัน แม่เจ้าพืชก็ ออกบวชเป็นภิกษุณี สําเร็จเป็นพระอรหันต์เหมือนกัน แต่ทุกวันนี้ไม่ได้นะ พระจะไปเสพกามไม่ได้ทั้งนั้น เพราะ พระองค์เจ้าตั้งสิกขาบทไว้แล้ว ใครพลาดลงไปนะ ผิดหวังทั้งนั้น เมื่อต้อง ปาราชิกเข้าไปแล้ว บุญเก่าก็สาบสูญหมดในวันนั้น บุญใหม่ก็หมดเสียสิ้น ไม่เหลืออะไร เหมือนตอกลางไร่ เหมือนผ้าเหลืองห่อตอเฉยๆ อย่าทํานะ เจ้า...อย่าทํา อย่าประพฤติ ถ้าอดไม่ได้ก็สึกเสียไม่เป็นไรดอก อย่าให้เสีย มรรคเสียผล บุญกุศลเก่าก่อนสร้างสมมาแล้ว ทั้งบุญใหม่ก็อย่าให้หมดไป “โอ๊ย...อยู่ไม่ได้แล้ว ครูบาอาจารย์หมู่เพื่อนทั้งหลาย ขอไปเถอะ เพราะกามมันเผา” นี่...ไม่เป็นไร ใครก็ไม่ปรับโทษดอก ไปให่บริสุทธิ์ใจ อย่าให้มัน เสีย อะสังวาโส หาสังวาสไม่ได้ อัปเปหิแก้ผ้าไปเลย นี่ พระสุทินเป็นปฐมเหตุองค์แรกนะ ทีนี้องค์ที่ ๒ ก่อเหตุขึ้นอีก ภิกษุองค์หนึ่งอยู่ป่า ไปทําร้านอยู่ในป่านั้นมีนางวานรตัวใหญ่นะ ของลับมันก็ใหญ่แดงร่า พระไปบิณฑบาตได้ข้าวต้มขนมอะไรมา ก็เอามา ให้มันกิน กินแล้วกระสันมันเกิดขึ้น เต้นโน่นเต้นนี้ง้างดากให้ดูของลับ แดงใจวาย หัวงูเห่ามันได้กลิ่นอาหาร มันอยากพ่นพิษ พระก็เลยเอาเสีย เท่านั้นแล้ว ยัดเข้าไปจํามับเลย นางวานรก็สบาย ทํากรรมกันอยู่อย่างนั้น นานวันเข้าหมู่เพื่อนไม่เห็นมาทํากิจวัตร ปัดกวาดเสนาสนะเอาน้ำใช้น้ำ ฉัน ก็ไม่เห็นมา ไปไหนหนอ ก็เลยเลียบๆ ไปดู โอเ...เสพกามกับนาง วานรอยู่ “อ้าว...เพื่อนทําไมจึงมาเสพกามกับนางวานร?” “พระพุทธเจ้าไม่ได้ปรับโทษเรื่องการเสพกามกับสัตว์ ปรับโทษ แต่เสพกับมนุษย์เท่านั้น ผมก็เลยเสพกับนางวานรละเว้ย กระสันมัน เกิดขึ้นแรงเพื่อน มันจะตาย ตาก็ฟาง หูก็หนวก เมื่อกามมันเผาเข้าแล้ว เดินก็ไม่ถูกทาง เซซ้าย เซขวา เมื่อได้เสพกามกับนางวานรแล้วสบาย น้ำกามไหลออก ตาก็สว่าง หูก็แจ้ง ก็เลยเสพเสียเท่านั้นแหละเพื่อน” “เออดี!... ถึงแม้ว่าพระพุทธเจ้าจะไม่ได้ตั้งสิกขาบทนี้ก็ตาม แต่ ว่ามันผิดวิสัยของสมณะ สมณะ แปลว่า ผู้สงบ เอากายพรากจากกาม แล้วใจก็พรากจากกามอีกด้วย ถ้าจะเอากายกับใจ มาบริโภคกามอย่างนี้ การเจริญสมณธรรมก็ไม่เป็นไปนะเพื่อน ไม่เกิดขึ้น ตายเสียเปล่า มันผิด วิสัยของสมณะผู้จะออกจากโลกไปสู่พระนิพพาน คล้ายกับว่าไม้ไผ่นั้นชุ่ม ด้วยยางแช่อยู่ในน้ำ บุรุษผ่าครึ่งทําเป็นราง เอาของอ่อนๆ ไปรองแล้วก็ เอาไม้มาถูไถกันเข้า ก็เหน็ดเหนื่อย เปล่าประโยชน์ไม่สามารถเกิดไฟขึ้น ได้ เพราะไม้นั้นชุ่มแช่ด้วยยางและน้ำ อันนี้ฉันใด ใจของสมณะที่จะมา บริโภคกามเป็นอาหาร ฉาบทาใจด้วยน้ำกามนั้นมันมืด มืดหนักหนา สาโหด ไม่สามารถจะเจริญสมณธรรมให้เกิดมรรคผลได้ ถ้าสมณพราหมณ์ผู้ใดเอากายกับใจพรากจากกามแล้ว อดนอน ผ่อนอาหารผลาญกิเลสให้เร่าร้อนทั้งกลางวันกลางคืน นั้นแหละ มันจึงจะ เป็นไป ให้เกิดมรรคเกิดผลได้โดยไม่ต้องสงสัย เปรียบเหมือนกับไม้ไผ่ แห้งตั้งอยู่บนบก บุรุษต้องการอยากได้ไฟจากไม้นั้น เอามาผ่าครึ่งทําเป็น รู เอาของอ่อนๆ มาทับข่มกัน แล้วถูไถเข้าไม่นานก็เกิดไฟได้หุงต้มกิน สบาย อันนี้ฉันใดสมณะชีพราหมณ์ก็ฉันนั้น เราจะมาบริโภคกามใช้ไม่ได้ ไป!... ไปหาพระพุทธเจ้า” เมื่อไปถึงแล้วกราบไหว้พระพุทธเจ้า “ภันเต ข้าไหว้เจ้ากู อันเป็นสัพพัญญูครูสอนมวลมนุษย์เทพนิกร ในโลกทั้งสาม ภิกษุนี้เสพกามกับนางวานรทุกวันคืน สมณะทําอย่างนั้น สมควรหรือ จะปล่อยไว้หรือทําอย่างไรดี พระเจ้าข้า” พระองค์เจ้าก็เรียกประชุมสงฆ์ ๕๐๐ องค์ แล้วตรัสถามภิกษุนั้น “เธอเสพกามกับนางวานรใช่ไหม?” “ใช่ พระเจ้าข้า เพราะพระองค์ไม่ได้ตั้งสิกขาบทห้ามไว้ ห้ามแต่ มนุษย์เท่านั้น” “เออดีละ ต่อไปนี้เราจะตั้งสิกขาบทเพิ่มเติมอีกว่า ‘มนุษย์ก็ดี สัตว์เดรัจฉานก็ดี วัว ควาย หมู หมา เป็ด ไก่ ตุ๊กแก ช้าง ม้า ทวารหนัก ทวารเบา อย่าเพิ่งไปเสพ ถ้าเสพลงไปแล้ว น้ำสุกกะเคลื่อนปรับอาบัติ ปาราชิก ขาดจากความเป็นภิกษุ’ ทีนี้เธอเป็นปฐมเหตุของสิกขาบทข้อนี้ คือเสพกามกับนางวานร ต่อไปนี้อย่าเสพนะ ถ้าเสพแล้วต้องอาบัติปาราชิก แต่ครั้งแรก ต้องอาบัติ สังฆาทิเสส เธอจงอยู่ปริวาสกรรมนะ จึงจะพ้นโทษได้” พระองค์นั้นก็เลยอยู่ปริวาสกรรมแล้วก็นําอัพภาน พ้นจากโทษ หนัก จากนั้นก็ตั้งใจเจริญสมณธรรม เป็นเพราะเหตุนี้หนอ เพราะเรา เลี้ยงกามกินให้อิ่ม นอนให้อิ่ม นี่เป็นเหตุ เป็นปุ๋ยส่งเสริมกาม ไม่ทํา ความเพียรเผากิเลสให้เร่าร้อน ก็เลยไปศึกษาพระพุทธเจ้า “ข้าแต่พระองค์เจ้าผู้ประเสริฐ ข้าพระองค์จะทําความเพียร อย่างไรจึงจะเป็นไป พระเจ้าข้า?”

“อดนอนผ่อนอาหาร ภิกษุ ไตรมาส ๓ เดือนอย่านอนนะ เดิน ยืน นั่ง เอา ๓ อิริยาบถเท่านั้น ทําความเพียรเผากิเลสให้เร่าร้อนทั้งวัน คืน มันจึงจะเป็นไป เพราะกามนี่มันแรง” ภิกษุองค์นั้นก็ตั้งใจทําความเพียรไตรมาส ๓ เดือน ได้สําเร็จเป็น พระอรหันต์พ้นทุกข์ได้ เพราะกิเลสมันเหือดแห้งทั้งหมดไป ไม่มีปุ๋ยเป็น เครื่องส่ง เรื่องกินกับนอนนี่เป็นปุ๋ยสําคัญ ส่งเสริมปุ๋ยใหญ่คือกิเลส นั่น แหละ เมื่อกิเลสหมดสิ้นไป ก็พ้นทุกข์ไปได้ ทีนี้ถ้าเราต้องอาบัติปาราชิกเข้าแล้ว ก็ขาดจากความเป็นภิกษุ คือ จะอยู่ในศาสนาอีกต่อไม่ได้ อัปเปหิสึกไปเลย บุญเก่าที่สะสมมาแต่ภพ ก่อนก็หมด บุญใหม่ก็หมดอีก เหมือนผ้าเหลืองห่อตอเฉยๆ เป็นโมฆะใน การบวช อย่าเพิ่งทํานะ ถ้ามันจะตายจริงๆ ทําอย่างไรก็ไม่อยู่ เอาไม่ไหว แล้ว มันฝ่าฝืนอยู่อย่างนั้นก็… “ขอลาเพศเถอะครูบาอาจารย์ ทนไม่ไหวแล้ว ขอสึกออกไปเอา ให้มันคักๆ สักหน่อยเถอะว้า” “เออได้... ไม่เป็นไร แต่ระวังนายพลเอดส์ (โรคเอดส์) นะ ทุก วันนี้นายพลเอดส์เล่นงานตายนะ อายุสั้น ๔-๕ ปี เสร็จม่องเลยทีเดียว” นั่นแหละ จําไว้ ปาราชิก ๔ สิกขาบทที่ ๑ นี้ เป็นอย่างอุกฤษฏ์ ถ้าต้องเข้าแล้วขาดจากความเป็นภิกษุเลยทีเดียว ผมเห็นแล้วนะ มหานิกายก็ดี ธรรมยุติก็ดี ต้องปาราชิกแล้วสึกออกไปนั้น แหม!... ข้าว ของเงินทองมันหนีหมด ร้อนเป็นไฟไหม้หมดไม่เหลือเลย หมู่เพื่อนสัก เรือนเดียวก็ไม่มี เป็นทุกข์ยากลําบาก ไม่มีอะไร สะสมหาทรัพย์ก็ไม่ เกิดขึ้น ฉิบหาย ไม่เจริญ นั่นแหละ ฉะนั้นอย่าล่วงเกิน อวหาร สิกขาบทนี้นะ สัตว์ตัวเมีย อย่าไปจับต้องลูบคลํา หมู หมา กา ไก่ นกหนู ปูปีก แมว หมา นี่ไปจับต้องลูบคลําแล้ว ปรับอาบัติ

ทุกกฎนะท่าน พระบางวัดเลี้ยงหมาเลี้ยงแมว ตัวผู้ตัวเมียไม่ว่า จับต้องลูบคลํา อย่างนั้น ไม่รู้พระวินัย ปรับอาบัติทุกกฎ ศีลเศร้าหมอง เป็นสมณะไม่ สมบูรณ์

Cquote2.svg

ข้อที่ ๒ [5]
  สิกขาบทที่ ๒

 
Cquote1.svg

ภิกษุมีไถยจิตคิดจะลักของของเขา ของนั้นมีราคา ๕ มาสก บาท เดียวเท่านั้น พระเรานี่มีราคาบาทเดียวเท่านั้นนะ มันไม่ถึง ๕ บาท ๑๐ บาทดอก บาทเดียวเท่านั้นแหละ ราคาพระพวกเรานี่ คิดอยากลักของเขา ของพระราชาก็ดี ราษฎรก็ดี ในบ้านก็ดี ในป่าก็ดี ต้นไม้ภูเขาเถาวัลย์ทุก ประเภทเป็นของพระราชาทั้งนั้น เป็นของมีเจ้าของ เมื่อคิดจะลักของเขา แล้ว ก้าวบาทขาออกไปนั่นปรับอาบัติทุกกฎ และปาจิตตีย์ทุกบาทก้าวขา เมื่อไปจับของนั้นเคลื่อนจากที่พั่บ เป็นปาราชิกเลย ขาดจากความเป็น ภิกษุ อะสังวาโส หาสังวาสไม่ได้ อวหาร สิกขาบทนี้ ภิกษุ ก. บอกให้ภิกษุ ข. ไปลักไปปล้นจี้เอา ของนั้นกําหนดให้ไปวันนี้ เมื่อได้ของมาแล้ว ผู้บอกก็เป็นปาราชิกผู้ไปก็ เป็นปาราชิก แต่ถ้าบอกให้ไปวันนี้ พรุ่งนี้จึงไป เมื่อได้ของมาเป็นปาราชิก เฉพาะผู้ไป ผู้บอกไม่เป็น เพราะผิดกําหนดเวลา หรือไม่ได้กําหนดเวลา บอกให้ไปปล้นจี้ทุกอย่างขอให้ได้เป็นพอ เมื่อทําสําเร็จแล้วผู้ไปก็เป็น ปาราชิก ผู้บอกก็เป็นปาราชิก

อวหาร สิกขาบทนี้อีกนะ ทายกทายิกาเขานําเอาของมาหลาย อย่าง ไม่เสมอกัน มีของดีบ้างไม่ดีบ้าง ทําฉลากติดป้ายไว้ “ขอนิมนต์พระคุณเจ้าทั้งหลายมาเสี่ยงวาสนานะ มาจับฉลากเอา ถ้าได้อะไรก็เอาของนั้นนะ” ภิกษุ ก. ขี้โลภ จับได้ฉลากไม่ดี ก็เลยไปเปลี่ยนเอาป้ายดีของเขา นะ พอของนั้นเคลื่อนที่พั่บ ปาราชิกกินหัวนะ นั่นแหละ คิดขโมยโพยโจร ลักของเขาด้วยความโลภ อย่าทํานะ สันตุฏฐี ตามได้ตามมีนะเพื่อน ได้ อย่างไรเอาอย่างนั้น ธรรมะคําสอนของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างนั้น มันจึง กลั่นกรองกิเลสได้ กลั่นกรองความโลภได้ โลโภ ธัมมานัง ปะริปันโถ ความโลภในกิเลสกาม วัตถุกามเป็น เหตุให้เกิดทุกข์ สังหารบุคคลผู้โลภแล้วให้ฉิบหายวายป่วง ไม่ดี ไม่เจริญ เราเข้ามาบวชก็เพื่อว่าจะทําลายของเหล่านี้ให้ออกจากใจ ใจนั้นจึงจะเยือก เย็นสบายดี นี่จําไว้ สิกขาบทนี้ มันไปเข้ากันกับ รตนวรรค สิกขาบทที่ ๒ (ปาจิตตีย์วรรคที่ ๙) นะ “ภิกษุเห็นเครื่องอุปโภค อุปโภค แปลว่า ของนุ่งห่มของใช้ ปากกา สายสร้อย สังวาลย์ เงินทองของคฤหัสถ์ตกอยู่นอกวัด มันมี ราคาแพง เราเก็บเองก็ดี ให้คนอื่นเก็บก็ดี ปาจิตตีย์กินหัว” แต่แล้วไม่ใช่ ปาจิตตีย์อย่างเดียวนะ ถ้าของนั้นมีราคามากเกินไปแล้ว อย่าเอา อย่าไป เอาดินกลบทําเครื่องหมายไว้ หรือเอาใบไม้ปิดไว้ แล้วบอกให้โยมไปเอา ทีนี้ของนั้นเป็นของมีราคา ของราษฎรก็ดี ของพระราชาก็ดีมันจะตกเข้า ในปาราชิก สิกขาบทที่ ๒ นี้นะ นั่นแหละ อย่าทํา เว้นไว้แต่ของนั้นตกอยู่ในบริเวณวัดหรือที่อาศัย คือกุฏิ หรือ บาตรของเรานั่นแหละ ต้องเก็บไว้ให้เจ้าของเขา ถ้าไม่เก็บปรับอาบัติทุก

กฎนะ เห็นเงิน นาฬิกาหรืออะไรก็ดี มันตกอยู่กลางบริเวณวัดนี้ เราเก็บ เลย สิกขาบาทนี้ไม่ปรับโทษ แต่ถ้าไม่เก็บปรับอาบัติทุกกฎนะ จําไว้ให้ดี เก็บแล้วมาประกาศให้สงฆ์ทราบ ผมเก็บได้เงินเท่านั้นบาท เท่านี้ บาทหรือของสําคัญมีราคา สงฆ์จะว่าอย่างไร สงฆ์ก็ว่าเก็บไว้เสียก่อนแล้ว ประกาศหาเจ้าของ ถ้าเจ้าของเขารู้เขามาเอา สอบถามดู ถ้าเขาตอบได้ ตามลักษณะของที่หายนั้น ก็ส่งคืนให้เขา ก็ไม่เป็นโทษ นี่ข้อสําคัญ นั่นแหละ ระวังให้ดี อย่าเห็นแก่ความอยากได้ ถ้าต้องการอยาก ได้สิ่งใดปใจจัย ๔ นั้นก็มาพูดกับผมเองได้ไม่เป็นไร มันมีอยู่นะ สําหรับผู้ มาอยู่สํานักนี้ ผมเองผ่านมามากแล้วเรื่องนี้ ไปอยู่บางสํานักไม่มี แล้วก็ ไม่ได้กินไม่ได้ใช้ทั้งนั้น หมดหวัง ครูบาอาจารย์ไม่สงเคราะห์ถือเขา ถือ เรา ผมเองก็จําไว้ พระที่ทําอย่างนั้นก็ไม่ทําตาม เมื่อเราไปเป็นใหญ่ก็จะ ไม่ทําอย่างนี้ ผมอยู่กับหลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปูุขาวพาทํา เมื่อได้ ปัจจัย ๔ มาแล้วก็เก็บไว้เป็นของส่วนกลาง ใครอยากได้อะไร ก็ไปพูดกับ ครูบาอาจารย์ที่เป็นประมุข ผมอยากได้โน่นอยากได้นี่ ท่านก็จะจัดให้ ไม่ได้สะสมหวงแหนไว้ดอก ได้มาส่วนตนเองก็ดีส่วนรวมก็ดีผมทํางาน เพื่อสงฆ์นะ เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจะตาย เขามาถวายบังสุกุลผ้าป่า ถวาย สังฆทาน ตลอดจนให้ไปเจิมรถ ทําน้ำมนต์ นั่นเป็นส่วนของผมนะ แต่ผม ก็ไม่เอา เก็บไว้เป็นของส่วนรวมบํารุงหมู่เพื่อนและเสนาสนะวัด เพราะ ผมคิดเห็นหมู่เพื่อนมาแต่ไกล ไม่มีที่พึ่งพิงอิงอาศัยก็มาอาศัยผมนี่แหละ เป็นผู้ดูแลปัจจัย ๔ นี่ข้อสําคัญนะ

Cquote2.svg

ข้อที่ ๓ [6]
  สิกขาบทที่ ๓

 
Cquote1.svg

ภิกษุมีไถยจิต คิดจะฆ่ามนุษย์ให้ตาย ในครรภ์ก็ดี นอกครรภ์ก็ดี ด้วยตนเองหรือใช้ให้คนอื่นฆ่า หรือใช้เวทมนต์คาถาฆ่าก็ดี ยาพิษก็ดีนั่น แหละ เมื่อทําลงไปแล้ว มนุษย์นั้นตาย ภิกษุนั้นก็ขาดจากความเป็นภิกษุ ต้องปาราชิก สิกขาบทนี้ ถ้าบอกให้พระเณรเถรชี องค์อื่นไปฆ่า บอกให้ไปวันนี้ เขาไปฆ่า เสร็จในวันนี้ ทั้งผู้บอกและผู้ไปฆ่านั่นเป็นปาราชิกทั้งสอง ถ้าให้ไปวันนี้ แต่พรุ่งนี้จึงไปทําหรือวันมะรืนนี้จึงไปทํา ก็เป็น ปาราชิกเฉพาะผู้ไปทํา เพราะผิดกําหนดหมายของผู้สั่ง ถ้าผู้สั่งบอกว่า ขอจงไปทําเถิดว่า สําเร็จเมื่อไรไม่ว่า ขอแต่ให้ สําเร็จ นั่นแหละ เมื่อทําลงไปแล้วสําเร็จเมื่อไหร่ ผู้บอกเป็นปาราชิก ผู้ทํา ก็เป็นปาราชิก นี่ถ้าเป็นพระเณรเหมือนกัน แต่ถ้าเป็นฆราวาสญาติโยมก็ ผิดโทษอาญาเป็นโทษเป็นบาปเหมือนกัน ทีนี้ถ้าไปฆ่าวัว ควายของเขา วัวควายมีราคาเป็นพันๆ หรือเป็น หมื่นๆ บาท มันเกินกว่า ๕ มาสกไปเสียแล้ว ก็ไปปรับโทษปาราชิกนั่น แหละ เพราะลักฆ่า ทําลายสมบัติของเขา ราคาของพระ ๕ มาสก บาท เดียวเท่านั้นนะ นี่จําไว้ อย่าไปฆ่าอย่าไปทําลายด้วยตนเองก็ดีด้วยบอก พระเณรอื่นก็ดี ญาติโยมก็ดี ผิดโทษอาญาทางฝุายญาติโยม พระก็เป็น ปาราชิก ครั้งพุทธกาล สมัยหนึ่งภิกษุพากันเจริญอสุภกรรมฐานเกิดความ เบื่อหน่ายในร่างกายตน จึงพากันฆ่าตัวเองบ้าง หรือจ้างวานให้ผู้อื่นฆ่าตน บ้าง เมื่อมีภิกษุฆ่ากันตายเป็นจํานวนมาก จึงมีผู้มากราบทูลพระพุทธเจ้า ว่า เรื่องการฆ่าตนก็ดี บอกให้ผู้อื่นฆ่าก็ดี อันนี้จะเป็นโทษอะไร พระพุทธเจ้าว่าเป็นโทษปาราชิก ภิกษุนั้นจึงว่าเดี๋ยวนี้ ที่เมืองนั้นมีภิกษุฆ่า กันตายสนั่นหวั่นไหวอยู่ พระองค์เจ้าจึงบอกให้พระโมคคัลลาน์รีบเหาะไป บอก “หยุดก่อนท่านทั้งหลาย เรื่องฆ่าตนเป็นโทษปาราชิก ไม่ได้ อรหันต์นิพพานดอก ร่างกายนี้เป็นมนุษย์ เราคือใจมาอาศัยภพชาติ มนุษย์ ฆ่ามนุษย์ตายเป็นโทษปาราชิก จงเลิกละ” นั่นแหละ เมื่อมีเหตุเกิดขึ้น พระองค์เจ้าจึงได้ทรงบัญญัติ สิกขาบทนี้ว่า “ภิกษุฆ่าตนเองก็ดี ฆ่าคนอื่นก็ดี ด้วยวางยาพิษ ด้วยเวทมนตร์ คาถาก็ดี ให้คนอื่นฆ่าก็ดี เมื่อสําเร็จลงไปแล้ว ผู้ฆ่ากับผู้บอกเป็น ปาราชิกทั้งสิ้น” พระองค์เจ้าก็เลยปรับโทษ ยังผลให้ภิกษุทั้งหลายเลิกละ นั่น แหละ ให้ฆ่าตนด้วยการเจริญศีล สมาธิ ปัญญา มรรค ๘ โพชฌงค์ ๗ อดนอนผ่อนอาหารนี่เป็นการฆ่าตน คือฆ่ากิเลส ฆ่ากิเลสตัวเป็นเหตุเกิด ทุกข์ นี่พระองค์เจ้าให้ฆ่าอย่างนี้ ไม่ใช่ให้ฆ่ามนุษย์อย่างนั้น ถ้าฆ่าอย่าง นั้นผิดโทษเพราะร่างกายเป็นมนุษย์ เรามาอาศัยเขา ถ้าไปฆ่านั่นก็เป็น บาปใหญ่หลวง ต้องท่องเที่ยวเกิดดับในภพน้อยภพใหญ่มาฆ่าตน ๕๐๐ ชาติ จึงจะพ้นจากกรรมเวรเรื่องฆ่าตน นั่นแหละ ครั้งพุทธกาล สมัยหนึ่งมีภิกษุองค์หนึ่งชื่อ พระโคธิกะ เจริญ ธรรมให้เกิดฌานขึ้นถึง ๖ ครั้ง แล้วก็ดับไปถึง ๖ ครั้ง ครั้งที่ ๗ จึงเอา มีดโกนมาลับไว้เป็นอย่างดี แล้วก็ขึ้นนอนบนเตียง พอเจริญสมณธรรมจิต รวมพึ่บลงสู่อุปจารธรรมนั้นก็เอามีดโกนปาดคอปึ้ดเลย ปาดคอปึ้ดมันเจ็บ ก็เอามีดวางไว้ ใช้ปัญญาวิปัสสนาลงสู่ไตรลักษณ์เห็นแจ้งประจักษ์ใน เบญจขันธ์ อนิจจะตา เกิดขึ้นไม่เที่ยง ทุกขะตา เป็นทุกข์ เพราะมันแก่ เจ็บตาย อนัตตะตา ไม่ใช่เขาไม่ใช่เรา สังขารนี่ พอดีจิตก็วางถอน อุปทานตัณหาอวิชชาขาดจากใจด้วยปัญญาได้สําเร็จเป็นพระอรหันต์ใน ขณะนั้นดับขันธ์แล้วเข้าพระนิพพาน มารก็วิ่งมาอ้อนวอนพระพุทธเจ้าให้ไปห้ามภิกษุองค์นั้น พระองค์ เจ้าก็ว่า “ดูก่อนมาร ลูกศิษย์เราตถาคตไม่ได้ตายแล้ว ดวงจิตนั้นเข้า นิพพานแล้ว มารอย่าได้กระเสือกกระสนดิ้นรนหาผู้อื่นอยู่เลย หาตนเอง ดีกว่า” มารก็เลยหน้าหงอยกลับไป แต่เราไม่ใช่อย่างนั้นนะ อย่าไปปาดคอนะ เจริญฌานยังไม่เกิดขึ้น ไปปาดคอไม่ได้ ปาดคอก็ตายเฉยๆ ห้ามมรรค ห้ามผลอีกเสียด้วย นั่น แหละอินทรีย์ของเรายังไม่แก่นะ บารมีธรรมของเราก็ไม่แก่เหมือน พระองค์นั้น ทําไม่ได้ ทีนี้สิกขาบทนี้ไปเข้ากับ อเจลกวรรค สิกขาบทที่ ๘,๙ และ ๑๐ (ปาจิตตีย์ วรรคที่ ๕) นะ สิกขาบทที่ ๘: ภิกษุไปดูพระราชาเคลื่อนขบวนทัพ แห่กองทัพ จะไปรบกันนั้น ต้องปาจิตตีย์นะ สิกขาบทที่ ๙: ภิกษุไปอยู่ในกองทัพนั้นได้เพียง ๓ วัน ๓ คืน เป็นอย่างยิ่ง ถ้าล่วงเกินนั้นไปต้องปาจิตตีย์ สิกขาบทที่ ๑๐: ภิกษุไปอยู่ในกองทัพนั้น ถ้าไปดูพระราชาจัดพล เสนาทัพ กองทัพที่จะรบกันนั้นต้องปาจิตตีย์ นั่นแหละ อเจลกวรรค ทั้ง ๓ สิกขาบทนี้ต้องปาจิตตีย์นะ แต่ แล้วไม่ใช่แค่ปาจิตตีย์นะ ทั้ง ๓ สิกขาบทนี่มันแส่ส่ายเข้ามาใน ปาราชิก

สิกขาบทที่ ๓ นี้ เพราะเดี๋ยวจะไปบอกให้เขาแทงอย่างโน้น ฟันอย่างนี้ยิง อย่างนั้น พร้อมทั้งทําท่าทาง หรือไม่ได้พูดทางปาก แต่นึกทางใจเอาอย่าง นั้น เอาให้ชนะอย่างนี้ นั่นแหละ เมื่อเขาไปรบราฆ่าฟันกันตายเราก็จะ เป็น ปาราชิก โดยไม่รู้ตัวนะ ฉะนั้น พระองค์เจ้าจึงไม่ให้เข้าไปดูไม่ให้ ยินดี การสู้รบขบกัดนั้นเป็นเหตุให้เศร้าหมอง เราไม่รู้พระวินัยเป็นเหตุให้ ขาดจากความเป็นพระโดยไม่รู้ตัวนะ อันนี้ข้อสําคัญ เมื่อขาดจากความเป็นพระแล้วเป็นอย่างไร ก็เหมือนตอกลางไร่ ผ้าเหลืองห่อตอเฉยๆ หาคุณงามความดีไม่ได้ทั้งนั้น ฉะนั้นจงงดเว้นละ เลิก อย่างเพิ่งกระทํา อย่างเพิ่งแตะต้องนะ การฆ่ามนุษย์ในครรภ์ก็ดี นอกครรภ์ก็ดี วางยาพิษก็ดี ใช้ให้คนอื่นทําก็ดี เมื่อสําเร็จลงไปแล้วก็ ต้องโทษปาราชิก ขาดจากความเป็นภิกษุ เปรียบอุปมาเหมือนใบไม้ที่มันแห้งหลุดร่วงจากขั้วแล้วลงสู่พื้นดิน จะเอามาติดต่อกันอีกก็ไม่ได้ อันนี้ฉันใด ภิกษุต้องปาราชิก แล้วก็ฉันนั้น บุญเก่าที่สะสมมาหลายภพหลายชาติก็มาทอดทิ้งเสียในวันนั้น บุญใหม่ ที่มากระทําขึ้นใหม่ก็มาทอดทิ้งเสียวันนั้น นั่นแหละ อย่ากระทําอย่าแตะ ต้อง ไม่ดี เสียหวังทั้งนั้น

Cquote2.svg

ข้อที่ ๔ [7]
  สิกขาบทที่ ๔

 
Cquote1.svg

ภิกษุแกล้งอวดอุตตริมนุสสธรรมอันยิ่งใหญ่ ได้แก่ พระโสดา ปัตติผล พระสกิทาคามีผล พระอนาคามีผล และพระอรหัตตผล นี่แหละ อุตตริมนุสสธรรมอันยิ่งใหญ่ของศาสนาพุทธ ที่ไม่มีในตนว่ามี นอกนั้นก็ สมาธินัง วา ญานัง วา วิโมกขัง วา อย่างใดอย่างหนึ่ง สมาธิ ทั้ง ๓

คือขณิกะ อุปจาระ อัปปนานั่น ไม่มีว่ามี ญาณ คือความรู้ความเห็นรู้ ฉลาดทั้งภายนอกภายใน หมายถึงรู้ว่ากิเลสหมดสิ้นไปแล้ว วิโมกขัง แปลว่า ล่วงพ้น จิตล่วงพ้นจากกิเลส ข้ามโอฆสงสารได้แล้ว วิมุติหลุด พ้นจากกามโอฆะ ภวโอฆะ ทิฏฐิโอฆะ อวิชชาโอฆะ ห้วงน้ำทั้ง ๔ ที่ท่วม ทับจิตใจ รึงรัดจิตใจไว้ในโลกสงสาร นี่ข้าพเจ้าข้ามได้แล้ว นั่นแหละอวด ด้วยตนเองก็ดี ด้วยใช้ให้ภิกษุอื่นอวดแทนก็ดี ไม่มีว่ามี ไม่รู้ว่ารู้ไม่ถึงว่า ถึง นั่นแหละ เมื่อพระวินัยธร และนักปราชญ์ผู้รู้ทั้งหลายฟังแล้ว ดูการ ประพฤติปฏิบัติ ก็ไม่สมกับธรรมที่รู้นั่นแหละ เพราะเป็นเรื่องอวด สงฆ์ก็ เลยเรียกประชุมสงฆ์ แล้วซักไซ้ไต่ถามว่าอวดเพราะเหตุใด อวดเพราะ อยากได้ลาภ อวดเพราะอยากให้เขาสรรเสริญ อวดเพราะอยากให้เขา ยินดี นั่นแหละ มักใหญ่ใฝ่สูงจึงได้อวด ทีนี้สงฆ์และพระวินัยธรพิจารณา ดูแล้วว่าเป็นการแกล้งอวดอุตตริมนุสสธรรมอันยิ่งใหญ่ของศาสนา ไม่มี ในตนว่ามี นั่นแหละ ก็เลยพร้อมกันตัดสินลงโทษ ปาราชิก ขาดจาก ความเป็น ภิกษุ อะสังวาโส หาสังวาสไม่ได้ อยู่ในศาสนาไปก็เป็นโมฆะ ไม่ได้มรรคไม่ได้ผล ห้ามสวรรคแนิพพาน อัปเปหิไปเลย ให้ละเพศ พรหมจรรย์ออกไปสร้างโลก อยากได้อย่างไรไปหาทําเอาตามชอบใจ ทํา ไร่ ทํานา ค้าขาย ข้าราชการทุกประเภท นั่นแหละ ไม่ต้องมาอวดทําลาย ศาสนาให้เศร้าหมอง เป็นเยี่ยงอย่างที่ไม่ดีของกุลบุตรลูกหลานที่มา สุดท้ายภายหลังไม่รู้ระเบียบแบบแผนธรรมวินัย เขาจะเอาเป็นตัวอย่าง แล้วก็เป็นเหตุให้เสียมรรคเสียผลของลูกหลานทั้งนั้น นั่นแหละ นี่ข้อ สําคัญ ครั้งพุทธกาลโน้น สมัยหนึ่งเกิดฝนแล้งข้าวแพง ภิกษุสงฆ์องค์เจ้า ทั้งหลายจะทําอย่างไรดี เพราะมนุษย์ทั้งหลาย เลื่อมใสแต่พระอรหันต์นะ แต่ภิกษุทั้งหลาย เหล่านั้น ยังเป็นปุถุชนอยู่ก็เลยพากันอวดอุตตริมนุสส ธรรมอันยิ่งใหญ่ สมาธินัง วา ญาณัง วา วิโมกขัง วา อย่างใดอย่างหนึ่ง บางองค์ก็ว่าผมสําเร็จพระโสดาปัตติผล พระสกิทาคามีผล พระอนาคามี ผล และพระอรหัตตผล นั่นแหละอวดอ้างเพื่อว่าอยากได้ลาภสมบัติจาก ชาวโลก ชาวโลกเขาก็เลยพอใจให้ คิดว่าเป็นพระอรหันต์แต่แล้วไม่ใช่ ดอก เมื่อสงฆ์ทั้งหลายทราบก็นําเรื่องขึ้นกราบทูลพระพุทธเจ้า พระองค์ก็เรียกประชุมสงฆ์ซักไซ้ไต่ถาม เหตุที่อวดก็เพราะอดอยากขาด แคลนข้าวปลาอาหารนั่นแหละ พระองค์เจ้าก็เลยปรับโทษ แต่เป็นปฐม เหตุไม่ปรับโทษถึงปาราชิกหรอก ปรับโทษแต่ปาจิตตีย์และทุกกฎเท่านั้น นั่นแหละ ภิกษุเหล่านั้นเป็นเหตุให้พระองค์เจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทนี้ขึ้น

สรุปปาราชิก ๔

ปาราชิก ๔ นี้เป็นกฎหมายอันเด็ดขาดของศาสนาพุทธ ท่าน ทั้งหลายเมื่อได้ยินได้ฟังแล้วจงตั้งใจงดเว้น ปาราชิก ๔ สิกขาบทนี้

สิกขาบทที่ ๑: เสพเมถุนสังวาสกับมนุษย์ก็ดี สัตว์เดรัจฉานก็ดี ทางทวารหนัก ทวารเบา รักแร้ แอบแอขา ตลอดจนปากตุ๊กแกก็ดี ขาด จากความเป็นภิกษุ

สิกขาบทที่ ๒: เจตนาลักเอาของเขาที่มีราคา ๕ มาสก บาท เดียวเท่านั้น พอเอาของนั้นเคลื่อนจากที่ ขาดจากความเป็นภิกษุ

สิกขาบทที่ ๓: แกล้งฆ่ามนุษย์ให้ตายในครรภ์ก็ดี นอกครรภ์ก็ดี ต้องปาราชิก

สิกขาบทที่ ๔: แกล้งอวดอุตตริมนุสสธรรมคือธรรมอันยิ่งใหญ่ ของมนุษย์ของศาสนา ไม่มีว่ามี ต้องปาราชิก

นี่แหละปาราชิกทั้ง ๔ ข้อนี้ ปรับโทษอย่างเด็ดขาดเลย ถ้าเป็น กฎหมายทางฝ่ายโลกก็ตัดสินประหารชีวิตนะ อันนี้ฉันใด ภิกษุสงฆ์องค์ เจ้า ถ้าประพฤติล่วงเกินทั้ง ๔ สิกขาบทแล้ว ขาดจากความเป็นภิกษุทันที แม้ไม่มีใครรู้ใครเห็นก็ตาม ทั้งที่ลับที่แจ้ง มันขึ้นอยู่กับตัวเองทั้งนั้น นั่น แหละ การกระทําตัดสินตัวเอง เมื่อพลาดลงไปแล้วก็มีแต่ความเศร้า หมอง หาความเจริญต่อไปไม่ได้ นี่ข้อสําคัญ ถ้าเราต้องปาราชิกข้อใดข้อหนึ่งแล้วก็ขาดจากความเป็นภิกษุ หา สังวาสไม่ได้ ถ้าต้องปาราชิกแล้วยังไปร้วมอุโบสถสังฆกรรม ทําให้สังฆ กรรมนั้นเศร้าหมองนะ แปลว่าทําลายศาสนา ห้ามสวรรค์ ห้ามนิพพาน ทั้งภพนี้และภพหน้า นั่นแหละเป็น มนุสสสุญญตะ หมดภพชาติที่จะ ได้มาเป็นมนุษย์ ขาดใจเมื่อไหร่ลงมหาโลกันตนรกเมื่อนั้น นั่นแหละ เมื่อเราต้องปาราชิกเข้าแล้วสิกขาบทใดสิกขาบทหนึ่งนี้ นั้นก็ต้องรู้ตัวนะ เมื่อต้องพึ่บ โอ๋...เราหมดแล้ว ขอลาเพศ ท่านทั้งหลาย อยู่ไม่ไหวแล้ว แก้ผ้าออกเลย ไม่ต้องกล่าววาจาว่า “สิกขัง ปัจจักขามิฯ” เพราะว่ามันขาดจากเพศ ตั้งแต่วันนั้น ขาดจากสมบัติคือพระนิพพานแล้ว ถ้าเสียดายบุญกุศลก็เข้ามาบวชใหม่เป็นเณรเป็นเถรเป็นผ้าขาวก็ได้ สะสมศีลธรรมคําสอนอันดีไปเสียก่อน ชาตินี้ได้แต่สวรรค์นิพพานไม่ได้ สร้างบารมีต่อไปอีกก่อน หมื่นชาติ แสนชาติ ล้านชาติโน่นแหละ อินทรีย์ธรรมแก่ขึ้นเมื่อไหร่ จึงจะได้พระนิพพาน ต่อไปข้างหน้าก็ดี ดีกว่า ทําลาย ต้องปาราชิก แล้วยังมาขืนแสดงตัวว่าเป็นพระภิกษุสงฆ์องค์เจ้าผู้ มีศีลธรรมบริสุทธิ์อยู่ มาร่วมอุโบสถสังฆกรรมให้ภิกษุทั้งหลายเศร้าหมอง นั่นแหละ แปลว่าทําลายภพชาติ สมบัติบุญกุศลเก่าก่อนที่สะสมมาแต่ ปางก่อนโน้นนะก็หมดเพียงวันนั้น บุญกุศลใหม่ก็สาบสูญหมดเสียสิ้น เหมือนกับน้ำและไฟ ไฟเปรียบเหมือนบุญกุศลเก่าก่อนโน้นลุกรุ่งโรจน์อยู่ เราเทน้ำลงไปไฟก็มอด ทนไม่ไหว อันนี้ฉันใด บุญกุศลเก่าก่อนก็เป็นฉัน นั้น เมื่อเราทําลงไปแล้วก็ให้ผลเป็นอย่างนั้น ฉะนั้น อย่าเพิ่งทํา อย่าเพิ่งล่วงเกิน จงงดเว้นนะท่านทั้งหลาย จง เสียดายภพชาติสมบัติมนุษย์อันล้ำค่ามหาศาลที่ได้มาแล้ว อย่าเพิ่งทําลาย จะมีอบายเป็นที่ไปเบื้องหน้า ไปอบายมันทุกข์ เห็นไหมเล่า วัว ควาย หมู หมา เป็ด ไก่ ช้าง ม้า เหล่านั้นมันดีอย่างไรเล่า สัตว์ทุกประเภททั้งบก และน้ำเรียกว่าอบาย นอนเกลือกขี้อย่างวัว ควายนั่นเป็นอย่างไรหมูหมา เลี้ยงใหญ่ขึ้นมาแล้ว เขาก็เอาไปฆ่ากินเท่านั้น ปู ปลา นา น้ำ นก หนู ปู ปีกก็ดีไม่มีสิทธิอํานาจทั้งนั้น ฉะนั้น เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์สมบูรณ์แล้ว จงรักษาสมบัติภพชาตินี้ไว้ให้ดี นี่ข้อสําคัญ

ปาราชิก ๔ จบเพียงแค่นี้

Cquote2.svg

สังฆาทิเสส ๑๓ สิกขาบท
ข้อที่ ๑
[8]
  สิกขาบทที่ ๕

 
Cquote1.svg

สังฆาทิเสส ๑๓ เป็นกฎหมายอันหนัก รองลงมาจากปาราชิก เมื่อต้องสังฆาทิเสสแล้วปกปิดไว้ ต้องอยู่ปริวาสกรรม ตามจํานวนวันที่ปกปิดไว้ แล้วอยู่ มานัตอีก ๖ ราตรี จากนั้นสงฆ์ ๒๐ รูป จึงนําสวด อัพภานคล้ายกับวันบวชนั้นแหละ จึงจะพ้นโทษไปได้ ฉะนั้น ถ้าต้องสังฆาทิเสสแล้วอย่าปกปิดไว้อย่า ให้มันเศร้าหมองไปนาน เสียเวลา ภาวนาจิตก็ไม่สงบ นะ นี่ข้อสําคัญ

ภิกษุมีไถยจิตคิดอยากเสพกาม มีความกําหนัดอยู่ มีเจตนาและ ความพยายามอยู่ทุกประโยค อยากจะเสพกาม ๑) มีเจตนาจะแกล้งทํา น้ำอสุจิให้เคลื่อน ๒) มีความพยายามอยู่ ๓) น้ำอสุจิเคลื่อน พอเคลื่อน ออกไปตามลํากล้อง พอแมลงวันกินอิ่มตัวหนึ่งเท่านั้น ปรับอาบัติ สังฆาทิเสส นั่นแหละ มีความกําหนัดคิดอยากเสพกามอยู่เสมอ ทําอย่างไร หนอ มันจึงจะเคลื่อน ก็เพ็งดูของลับผู้หญิง เพ่งกําหนดดูด้วยความ กําหนัด เอามือยอกองคชาติ หรือเด้งเด้าจนน้ำอสุจิเคลื่อน พร้อมทั้ง ๓ ประโยคนี้ปรับอาบัติ สังฆาทิเสส เว้นไว้แต่ความฝัน นอนฝันไปไม่ปรับโทษเพราะถือว่าเป็นคนตาย ฝันว่าได้เสพกามอย่างโน้นอย่างนี้ อร่อยดีนะ จนแล้วเสร็จนานจึงตื่น ขึ้นมาเห็นน้ำอสุจิมันเคลื่อนออกมาก็รีบไปล้างเสีย อย่าให้มันเปรอะเปื้อน สกปรก รีบไปล้างในคืนนั้น อย่าให้มันแห้งคา จะล้างไม่ออก ถ้าผ้านั้น เปรอะเปื้อนน้ำอสุจิ ปรับอาบัติทุกกฎนะ ทีนี้ ถ้านอนหลับฝัน ว่าได้เสพกาม น้ำอสุจิกําลังเคลื่อนแล้วตื่น ขึ้นมาพอดี ในระยะนั้นเอามือไปจับองคชาติยอกหรือเด้งเด้า ก็ปรับอาบัติ สังฆาทิเสสนะ ระวังให้ดี อย่าเอามือไปจับนะ ทีนี้ ถ้าหัวงูเห่ามันขึ้นมานะ มันอยากพ่นพิษก็เอาค้อนน้อยๆ โปฺ๊ะ หัวมันนั่น แต่อย่าไปตีแรงนะ เดี๋ยวมันจะรากเลือดออกมา อักเสบอีก ถ้า หัวงูเห่ามันยังขึ้นมาอีก ทีนี้ ก็อย่าให้มันกิน อย่าให้มันนอน นี่สู้ได้นะ ผม ทํามาอย่างนี้นั่นแหละ ถ้ามึงเก่งหรือ กูก็เก่งเหมือนกัน ไม่ให้มันนอน ข้าวก็ไม่ให้มันกิน ๒ วัน ๓ วัน มันก็อ่อนต้อยส้อยนะ นั่นแหละ ระวังให้ ดีอย่าเพิ่งล่วงเกิน อย่าเพิ่งประมาท พระโดยมากมักพลาดข้อนี้นะ ถ้าต้องสังฆาทิเสสแล้วเป็นอย่างไร ต้องเข้าแล้วปกปิดไว้เดือน หนึ่งปีหนึ่งจึงมาแจ้งให้สงฆ์ทราบ สงฆ์และพระวินัยธรก็เรียกประชุมสงฆ์ ซักไซ้ไต่ถาม แล้วปรับโทษ ให้อยู่ปริวาสกรรมเดือนหนึ่งหรือปีหนึ่ง เท่ากับที่ปกปิดไว้แล้วก็อยู่มานัต ๖ ราตรี แล้วจึงนําอัพภานสงฆ์ได้ ฉะนั้นอย่าปกปิดไว้ ถ้าต้องคืนนี้รุ่งเช้ารีบแจ้งให้สงฆ์ทราบเลย สงฆ์เรียก ประชุมพระวินัยธร ท่านก็ปรับโทษ ให้อยู่ปริวาสกรรม ๑๐ วัน หรือ ๑๕ วัน แล้วก็อยู่มานัต ๖ ราตรี แล้วจึงนําอัพภาน พ้นไปได้ นั่นแหละ อย่า ให้มันเศร้าหมองไปนาน เสียเวลา ภาวนาจิตก็ไม่สงบนะ นี่ข้อสําคัญ

Cquote2.svg

ข้อที่ ๒ [9]
  สิกขาบทที่ ๖

 
Cquote1.svg

ภิกษุมีความกําหนัดยินดีในการเสพกามอยู่ในใจไปจับต้องลูบคลํา กายหญิง แม้ผู้หญิงที่เพิ่งเกิดวันนั้นนอนอยู่ในเบาะ ไปลูบคลําจับต้อง ต้องสังฆาทิเสสนะ ถ้าต้องสังฆาทิเสสแล้วเป็นอย่างไร ภาวนาก็ไม่เป็นไปนะ กําหนด จิตไม่รวม ต้องไปแสดงให้สงฆ์ทราบ สงฆ์ทราบแล้ว ก็ปรับโทษให้อยู่ ปริวาสกรรม ถ้าปกปิดไว้เท่าไหร่ ก็ให้อยู่นานเท่านั้น ๑๐ วัน ๒๐ วัน ก็ ดี เสร็จแล้วให้อยู่มานัต ๖ ราตรี แล้วสงฆ์ก็นําเข้าสวดอัพภานในโบสถ์มี พระ ๒๐ รูป คล้ายกับวันบวชนั่นแหละ อวหาร สิกขาบทนี้ ถ้ามีเพศเป็น ๒ นะคือ กะเทย อย่าไปจับ

ต้อง ถ้าจับต้องปรับอาบัติทุกกฎนะ ทีนี้ถ้าเป็นสัตว์ตัวเมีย กบ เขียด ปู หอย นก หนู ปู ปีก หมา แมว รู้ว่าเป็นสัตว์ตัวเมียแล้ว อย่าไปจับต้อง ถ้าจับต้องแล้วปรับอาบัติทุก กฏ เสื้อผ้าของผู้หญิง ก็อย่าไปจับต้อง ถ้าจับต้อง ปรับอาบัติทุกกฎนี่ เป็นวัตถุอนามาส หน้าไม้ ปืนไฟ อาวุธสังหารสัตว์ แห อวน มอง ดาง ก็ดี เป็น เครื่องสังหารสัตว์ อย่าไปจับต้อง ถ้าไปจับต้องเข้าแล้วปรับอาบัติทุกกฎ นะ เป็นวัตถุอนามาส ไม่ควรจับต้อง ทีนี้ ถ้ามีผู้หญิงเอาของมาถวาย เราก็ใช้ปัญญา เอาผ้าวางไว้ เรา จับปลายข้างหนึ่งไว้แล้วให้เขาเอาของวางบนผ้านั้น เมื่อเขาเอามือออก แล้ว เราจึงจับเอาของนั้นเคลื่อนที่ สิกขาบทนี้ ถ้าแม่เอาของมาถวายไปจับของต่อมือแม่ ปรับอาบัติ ทุกกฎนะ แม่ก็ไม่อนุญาตให้ เรานั้นไม่กําหนัดหรอกขึ้นชื่อว่าแม่นั้น แต่ ว่ามันผิดระเบียบวินัยของพระพุทธเจ้า กุลบุตรลูกหลานไม่รู้ระเบียบของ ศาสนา เขาจะเอาเราเป็นตัวอย่าง อยากทําอย่างไรก็ทําไปตามชอบใจ ผล สุดท้าย จะล่วงถึงสังฆาทิเสส หนักเข้าจนถึงปาราชิกก็ได้ ฉะนั้นพระองค์ เจ้าจึงห้ามไม่ให้เรากระทํา ไม่ให้เราล่วงเกิน ไม่ดี อันนี้จําไว้ ภิกษุ แม่ตกน้ำ เธอจะทําอย่างไร น้ำมันไหลเชี่ยว แม่ผู้บังเกิด เกล้าก็ลอยน้ำกระดุกกระดิกจมบ้างลอยบ้าง จนเสื้อผ้าหลุดออกจากกาย หมดแล้ว เราก็มีปัญญาใช้ไม้หรือผ้าทิ้งผ่านหน้าแม่ไปใกล้ๆ ให้แม่จับดึง ขึ้นมา พ้นอันตรายแล้วเราก็ปล่อยวาง ก็พ้นโทษไปได้ แต่ถ้าทิ้งผ้าหรือเชือกผ่านหน้าแม่ไปแล้วร้องบอกให้แม่จับผ้าหรือ เชือกด้วยแล้วดึงขึ้นมาพ้นอันตราย ก็ปรับอาบัติทุกกฎนะ เพราะเป็นวจี

วิบัติ ทีนี้ถ้าน้ำไหลเชี่ยวจัด ทิ้งไม้หรือผ้าผ่านหน้าไปก็ช่วยไม่ได้ ทํา อย่างไรก็ช่วยไม่ได้ เราจะทําอย่างไร ปล่อยให้แม่จมน้ำตายเสียเนาะ “ตายตามกรรมเถิดแม่ ฉันช่วยไม่ได้ ผิดพระวินัย” นั่นแหละ ปล่อยให้แม่จมน้ำตาย ทั้งที่ควรจะช่วยเหลือได้อยู่ ก็ ปรับอาบัติปาราชิกนะ แปลว่า มาตุฆาต ฆ่ามารดาตายทิ้ง ปล่อยทิ้ง เห็น แต่ประโยชน์ตน เป็นมนุษย์อกตัญญู พระเณรอกตัญญู ไม่รู้จักคุณของ ท่าน ไม่มีกตเวทิตาธรรม ไม่ตอบแทน ปล่อยให้แม่จมน้ำตาย จัดเข้าใน มาตุฆาต ห้ามสวรรค์ นิพพานเสียด้วย ถ้าอย่างนั้นก็เอ๊า!... เป็นก็เป็น ตายก็ตาย กระโดดลงน้ำไปช่วย จับเอาแม่ขึ้นมาได้พ้นจากความตาย เสร็จแล้วเราก็ไปแสดงโทษอันนี้ให้ สงฆ์ทราบ “สงฆ์ทั้งหลาย วันนี้แม่ข้าพเจ้าตกน้ํา ทําอย่างไรก็ช่วยไม่ได้ มี แต่จะจมน้ำตายเพราะน้ำไหลเชี่ยว ผมเลยกระโดดลงไปช่วยเอาขึ้นมาได้ สงฆ์จะปรับโทษอย่างไรก็ยอมรับ” สงฆ์ก็ว่า เรื่องแม่ผู้บังเกิดเกล้าหมดความสงสัยแล้ว นั่นแหละ ละทิ้งไม่ได้ ถ้าละทิ้งปล่อยให้จมน้ำตาย ปรับอาบัติตัวหนักคือ ปาราชิก ถ้าไม่ละทิ้ง ช่วยเหลือให้พ้นจากอันตรายได้ สงฆ์ก็ปรับอาบัติทุกฎเท่านั้น อนุโลมตามเรื่องราวที่เกิดขึ้น นี่ข้อสําคัญ จําไว้

Cquote2.svg

ข้อที่ ๓ [10]
  สิกขาบทที่ ๗

 
Cquote1.svg

ภิกษุมีความกําหนัดอยู่ ภิกษุหนุ่มนี่แหละ แก่ก็เหมือนกันนะ พูด เกี้ยวหญิงเหมือนชายหนุ่มหญิงสาวพูดเกี้ยวกันนะ หนูเอากับฉันไหม เอา กับฉันดีนะ ร่ำรวยสวยงามเจริญดี เพราะฉันบวชศึกษาธรรมะเป็นผู้มี สติปัญญาฉลาดรู้ดีทุกอย่าง ถ้าได้ไปครองโลกกับหนูนั้น ฉันจะพาไม่อด ไม่อยากไม่ยากไม่จนทุกอย่าง นั่นแหละ พูดเกี้ยวผู้หญิงหรือทําจดหมาย ไปเกี้ยวหรือโทรศัพท์ไปถามก็ดี “หนูจ๋า...รอฉันนะ หนูจ๋าให้ฉันบวชสักพรรษาหนึ่งก่อน ออก พรรษาแล้วจะสึกออกไปหรอก หนูจ๋าของดีรักษาไว้นะ อย่าให้เป็น อันตราย” นั่นแหละ พูดเกี้ยวผู้หญิง หรือทําจดหมายไปเกี้ยวก็ดี หรือ โทรศัพท์ไปพูดคุยก็ดี เมื่อทําอย่างนั้นอยู่เป็นนิตย์ สงฆ์ทราบแล้วก็เรียก ตัวมาประชุมสงฆ์ซักไซ้ไต่ถาม “ทําไมพูดอย่างนั้น หรือทําจดหมายหรือ โทรศัพท์ไปอย่างนั้น?” “เพราะความรักใคร่ชอบพอใจ” สงฆ์ก็เลยว่า ไม่ใช่กิจของสมณะ ที่จะทําอย่างนั้น สงฆ์และพระวินัยธร ก็เลยปรับโทษสังฆาทิเสสกินหัว นั่นแหละ อย่าเพิ่งกระทํานะ อย่าเพิ่งแตะต้อง ไม่ดี เป็นเยี่ยงอย่างไม่ดี กุลบุตรลูกหลานผู้มาสุดท้ายภายหลัง ไม่รู้ระเบียบแบบแผนธรรมวินัยคํา สอนของพระพุทธเจ้าเขาก็จะดําเนินตาม ก็เป็นเหตุให้เสียมรรค เสียผล แก่ลูกหลาน ถ้าเราไม่กระทํา เลิกละ งดเว้น ได้ชื่อว่าเราเป็นนักปราชญ์ฉลาด รู้ดี รักษาประเพณีวินัยคําสอนของพระพุทธเจ้าไว้ และเป็นผู้มีเมตตา ธรรมสงสารลูกๆ หลานๆ ญาติมิตรร่วมโลกผู้มาสุดท้ายภายหลังแล้วเขา จะดําเนินตามแนวทางที่ดีนั้น เอาเราเป็นตัวอย่าง นี่จําไว้

Cquote2.svg

ข้อที่ ๔ [11]
  สิกขาบทที่ ๘

 
Cquote1.svg

ภิกษุมีความกําหนัดอยู่พูดล่อหญิงให้บําเรอตนด้วยกาม “หนูจ๋า เสพกามมีรสชาติอร่อยนะ แหม!... ถ้ายังไม่ได้เสพ อย่า เพิ่งตายนะ เสพกามนี่รสชาติดีเลิศประเสริฐแท้ เห็นไหมหมามันเสพกัน จนร้องครางสนั่นหวั่นไหว เพราะมันอร่อย ม้าลึงค์มันใหญ่ยาว เสพเข้า ไปแล้ว ถูกเตะตึ้งๆ มันก็ไม่ว่า ถ้ามันได้ขึ้นแล้ว สนั่นหวั่นไหวเลยนั่น แหละ มันอร่อยดี ช้างตัวใหญ่ๆ มันขึ้นกัน แหม ๒ ชั่วโมงอยู่อย่างนั้น มันอร่อยดีนะ หนูจ๋า” นั่นแหละ พูดให้หญิงบําเรอตนด้วยกามจนน้ําสุกกะเขาเคลื่อนนี่ เป็นคําพูดสกปรก เป็นคําพูดที่เศร้าหมอง ชั่วช้าลามก ฉาบทาใจของตน ให้เศร้าหมอง และหลอกลวงคนอื่นให้เขาละเมอเพ้อฝัน เมื่อสงฆ์ทราบ ก็เรียกประชุมสงฆ์ แล้วก็ปรับโทษ สังฆาทิเสส จําไว้ อย่าเพิ่งพูดอย่างโน้นอย่างนี้ เป็นวจีลามก ไม่ดี ผิดวาจา ของสมณะชีพราหมณ์ที่จะไปพูดอย่างนั้น แต่ที่ผมพูดวันนี้ ก็พูดเพื่อสอน หมู่เพื่อนดอก นั่นแหละ กุลบุตรลูกหลาน ผู้มาสุดท้ายภายหลังมาเห็นแล้ว เขา ไม่รู้ระเบียบแบบแผนธรรมวินัยของดี แล้วเขาจะทําตาม เป็นเหตุให้เศร้า หมองและขวางกั้นมรรคผล ไม่ให้เกิดขึ้นแก่กุลบุตรลูกหลานนั้น นั่น แหละ อย่าเพิ่งทํา จงสงสารตน เมตตาตน และลูกหลานมาสุดท้าย ภายหลัง และศาสนาธรรมคําสอนของพระพุทธเจ้าด้วย ก่อนจะทํานั้นจง เป็นผู้มีหิริ จะทําจะพูดอะไรก็มีความละอายแก่ใจเสียก่อน

Cquote2.svg

ข้อที่ ๕ [12]
  สิกขาบทที่ ๙

 
Cquote1.svg

ภิกษุพูดชักสื่อให้ชายหญิงเป็นผัวเมียกัน “นาย ก. เอากับหญิง ข. ไหม โอ๋...หลวงพ่อดูแล้ว หญิงคนนี้เป็นคนสงบเสงี่ยมเรียบร้อยดีนะ เป็นคนยิ้มแย้มแจ่มใสดีจะเป็นแม่เรือนที่ดีนะ ก.เอาไหม?” “เอา ถ้าหลวงพ่อว่าดีก็เอา” แล้วก็ไปพูดกับหญิง ข. “ข. เอากับนาย ก. ไหมนาง โอ๊...บุรุษ คนนี้เป็นคนอุฏฐานสัมปทาหมั่นขยันกิจการงานทุกอย่างและเป็นคน มัธยัสถ์รักษาสมบัติ รู้จักใช้สอยจับจ่าย ไม่เป็นคนสุรุ่ยสุร่าย ไม่เป็นคน เกเร สุรายาฝิ่นอะไรไม่กินทั้งนั้น มีกิริยามารยาทเรียบร้อยดี มีศีลธรรม อันดีงามสมควรแก่ฐานะ ถ้าได้มาเป็นพ่อเรือนจะพาให้เจริญรุ่งเรืองดี เอาไหมล่ะ?” “โอ๋...ถ้าหลวงพ่อว่าดีก็เอา” ตกลงสองข้างสองฝ่ายเอากันแล้ว เจ้าหลวงพ่อนี่ชักชวนให้เขาเอา กันนั่นแหละ ยินดีในเรื่องฝ่ายโลก จะเป็นฝ่ายลูกฝ่ายหลานก็ตามทีหรือพี่ น้องญาติมิตรสายโลหิตก็ตามที เมื่อเขาตกลงเอากันแล้ว เจ้าพระนั่นต้อง สังฆาทิเสส เมื่อต้องเข้าแล้วเป็นอย่างไร ก็เป็นเครื่องกีดขวางไม่ให้จิตเข้าสู่ ความสงบได้ นั่นแหละ ได้ชื่อว่าประพฤติกิริยามารยาทเศร้าหมอง เอา เรื่องโลกมาประพฤติปฏิบัติ เป็นมิจฉาวาจา เป็นวาจาวิปริตผิดศีลธรรม คําสอนของพระพุทธเจ้า เมื่อไปพูดอย่างนั้น พระเณรองค์นั้นก็ไม่เจริญ ฉิบหายวายปุวงจากมรรค จากผลที่เกิดขึ้น นี่ข้อสําคัญ อย่าไปล่วงเกินนะ สมัยหนึ่ง ผมไปวิเวกที่ภูเวียง บ้านหินล่องเขาจะเอากัน พระญาครู มาจากวัดใหญ่ๆ มาเป็นหมอให้เขานะ สู่ข้าวเหล้าขวัญ ผูกข้อต่อแขน กํา แขนนะ สวัสดีมีชัย ร่ำรวยสวยงาม นั่นแหละ ผูกแขนให้ผู้ชายผู้หญิง แล้วก็พูดประเล้าประโลมให้เขาเอากัน อยู่ด้วยกัน นั่นแหละ เมื่อพระ ประพฤติอย่างนั้น เรียกว่าพระนอกศาสนาพุทธ ไม่เจริญ ไม่ถือตามคํา สอนของพุทธศาสนาก็เป็นพระไม่สมบูรณ์แบบ เสียหวังทั้งนั้น

Cquote2.svg

ข้อที่ ๖ [13]
  สิกขาบทที่ ๑๐

 
Cquote1.svg

ภิกษุสร้างกุฎิซึ่งเป็นที่อยู่ของตนนะ ไม่มีทายกเป็นเจ้าภาพ เรา สร้างเองทําเอง ทําให้ได้ทางยาว ๑๒ คืบพระสุคต คือคืบพระพุทธเจ้านั่น แหละ ทางกว้าง ๗ คืบ วัดในส่วนในคือวัดจากเสานี้ไปถึงเสาโน้นและ

ต้องให้สงฆ์แสดงที่ให้ก่อน สงฆ์ ๔ รูปไปแสดงให้โดยทักทายว่าสมควร แล้วหรือ ถ้าไม่สมควร ขอให้คัดค้าน ถ้าสมควรที่จะสร้างเป็นกุฏิได้ใน สถานที่นี้ สงฆ์จงสาธุการพร้อมกันเถิด สงฆืก็ว่าสาธุพร้อมกันนั่นแหละก็ ทําได้ไม่ปรับโทษ แต่ถ้าไม่ให้สงฆ์แสดงที่ให้ก่อนทําไปโดยสุ่มสี่สุ่มห้า ตาม ความเห็นของตนก็ดีหรือทําให้เกินประมาณก็ดี ต้องอาบัติ สังฆาทิเสสแล นี่จําไวั

Cquote2.svg

ข้อที่ ๗ [14]
  สิกขาบทที่ ๑๑

 
Cquote1.svg

ภิกษุจะสร้างกุฏิซึ่งเป็นที่อยู่ของตนนั้น มีทายกทายิกาเป็น เจ้าภาพทําให้เกินประมาณได้ แต่ให้เราพิจารณาดูเสียก่อนนะ ให้ดู ศรัทธาเขานั้นจะมากน้อยเพียงใด ดูทรัพย์สมบัติของเขาเสียก่อน เห็นเขา ปวารณาแล้ว จะเรียกร้องเอาตามใจชอบไม่ได้นะ บางทีเขาปวารณาเป็น สองนะ ปวารณาหนึ่งด้วยศรัทธาความเลื่อมใสแท้จริง ปวารณาที่สองเพื่อ ทดลองดูว่า พระนี่จะเป็นพระจริงหรือเท็จ จะเป็นผู้มักน้อยสันโดษบ้าง ไหม นี่แหละ ให้เราพิจารณาดูเสียก่อน เอาพอประมาณที่พระพุทธเจ้า ทรงบัญญัติไว้ มันจึงจะเป็นไป นี่ข้อสําคัญจําไว้ อย่าเพิ่งทําไปตามกิเลส มานะทิฏฐิ ให้มองดูวาสนาของเราเสียก่อน พอจะครองสมบัติเหล่านี้ได้ ไหมในเมื่อสร้างแล้ว อยู่ไปได้ไหม มันจะเจริญหรือไม่ ถ้าจิตบรรลุธรรม แล้วก็ไม่เป็นไร จะสร้างเท่าใดก็ไม่เป็นไร ชนะได้หมดทั้งนั้น นี่ข้อสําคัญ ให้รู้ตน อย่าเพิ่งหลงไปตามคําพูดของเขานั้น ทีนี้ก่อนจะสร้างก็ต้องให้สงฆ์แสดงที่ให้ก่อน ถ้าไม่ให้สงฆ์แสดงที่ ให้ก่อนก็ปรับอาบัติสังฆาทิเสส

Cquote2.svg

ข้อที่ ๘ [15]
  สิกขาบทที่ ๑๒

 
Cquote1.svg

ภิกษุโจทก์ฟ้องภิกษุ ก. ด้วยอาบัติปาราชิกไม่มีมูลนะ สงฆ์เรียก ประชุมซักไซ้ไต่ถามเหตุที่โจทก์ฟ้องนั้น เพราะเหตุใด เพราะมีความคับ แค้นแน่นใจ จึงได้โจทก์ฟ้อง มีความรังเกียจอิดหนาระอาใจกับพระ ก.นี้ ไม่อยากให้อยู่ในศาสนาต่อไป พระวินัยธรไต่สวนแล้วว่าคดีไม่มีมูล โจทก์ฟ้องเหมือนอย่าง ชาวโลกเขา อยากทําอะไรก็ทําไปนั้น ไม่ใช่กิจของพระที่บวชมาในศาสนา ถ้าทําไปแล้ว ก็ทําให้ศาสนาเศร้าหมองล่มจม ไม่เจริญ เป็นบาป เป็น กรรม สงฆ์ทั้งหลายปรับโทษสังฆาทิเสสโน้น ไม่ใช่ต่ำๆ นะ แต่ใน สหธรรมมิกวรรค (ปาจิตตีย์ วรรคที่ ๘) สิกขาบทที่ ๔ “ภิกษุโกรธแค้นเคืองภิกษุ ก. ด่าว่าต่างๆ นานา ปรับอาบัติปาจิตตีย์” และใน สิกขาบทที่ ๕ “ภิกษุโกรธเคืองด่าว่าภิกษุ ก. ยกกําปั้นตีหัวภิกษุ นั้น ปรับอาบัติปาจิตตีย์” ๒ สิกขาบทนั้น ปรับแค่ปาจิตตีย์เท่านั้น แต่ในสิกขาบทนี้ปรับอาบัติสังฆาทิเสส ฉะนั้น อย่าเพิ่งโจทก์ฟ้อง

ด่าว่าภิกษุ ก. เป็นโทษปาราชิก อย่างโน้นอย่างนี้ เสพเมถุน ลักของเขา ฆ่ามนุษย์ พูดอวดอย่างโน้นอย่างนี้ ใส่ร้ายป้ายสีนั่นแหละ เหตุไม่มีมูล คดีไม่มีมูล สงฆ์ก็ปรับโทษ สังฆาทิเสส แม้ว่าสมัยนี้สงฆ์ไม่เกี่ยวข้องอะไรก็ดี แต่เมื่อทําลงไปแล้ว โจทก์ ฟ้องลงไปแล้ว ด่าว่าลงไปแล้ว การกระทําของคนๆ นั้น ก็เป็นโทษเฉพาะ ตน กรรมนั้นย่อมเผาผลาญให้เร่าร้อน ผิดศีลธรรมคําสอนของ พระพุทธเจ้า เจริญสมณธรรมก็ไม่เป็นไป อันนี้ข้อสําคัญนะ อย่าเพิ่ง กระทํา อย่าเพิ่งแตะต้อง จงเลิกละ ถึงแม้จะผิดถูกอย่างไรหรือไม่ชอบ อย่างไร ก็ควรที่จะไปกราบเรียนสงฆ์และพระเถระผู้ใหญ่ ผู้เป็นประธาน สงฆ์นั้นว่า “ภิกษุ ก. ทําผิดอย่างนั้นๆ สมควรที่จะปรับโทษปาราชิกไหม?” สงฆ์จะได้เรียกประชุมสงฆ์ปรึกษาหารือ มันจึงถูกต้อง จึงจะไม่ เป็นโทษ เราก็ไม่เป็นบาปเป็นกรรม ผู้ที่ถูกโจทก์ฟ้องนั้นก็ไม่เสียใจไม่ผูก เวรกัน ถูกต้องตามหลักธรรมวินัยคําสอนของพระพุทธเจ้า เป็น กิริยามารยาทของนักบวชเรียบร้อยดีงาม

Cquote2.svg

ข้อที่ ๙ [16]
  สิกขาบทที่ ๑๓

 
Cquote1.svg

ภิกษุโจทก์ฟ้องภิกษุ ก. ด้วยอาบัติปาราชิกคดีไม่มีมูล ด้วยการ หาเลสโจทก์ต่างๆ นานา ทํามารยาสาไถยให้เสื่อมเสียชื่อเสียงคุณงาม ความดีต่างๆ นานา จนภิกษุ ก. นั้นอับอายขายหน้าหมู่เพื่อนสงฆ์

ทั้งหลาย จึงนําเรื่องกราบเรียนสงฆ์ว่า “ข้าแต่สงฆ์ทั้งหลาย ภิกษุ ข. ได้หาเลสโจทก์ฟ้องผมด้วยอาบัติ ปาราชิกโดยไม่มีมูลนั้นเป็นเพราะเหตุใด ตั้งแต่ผมบวชมานี่ปาราชิก ๔ ผมก็ตั้งใจรักษาโดยไม่ลดละ เหตุใดจึงมาโจทก์ฟูองอย่างนี้ ขอสงฆ์จง ซักไซ้ไต่ถาม” เมื่อสงฆ์ซักไซ้ไต่ถามได้ความว่า โจทก์เพราะรังเกียจเคียดชังไม่ อยากให้อยู่ในศาสนาต่อไป นั่นแหละ หาเลสต่างๆ มาโจทก์ฟ้อง คดีไม่มี มูล สงฆ์และพระวินัยธรก็ปรับโทษสังฆาทิเสสนะ นั่นแหละ อย่าเพิ่ง กระทํา อย่าเพิ่งประมาท ไม่ดี

Cquote2.svg

ข้อที่ ๑๐ [17]
  สิกขาบทที่ ๑๔

 
Cquote1.svg

ภิกษุมีความพากเพียรพยายามอยู่ทุกประโยคเพื่อจะทําลายสงฆ์ ให้แตกร้าวสามัคคีจากกันนะ ภิกษุ ก. ห้ามไม่ฟัง “ท่านอย่าเพิ่งกระทําเถอะว้า อย่าเพิ่งขยันหมั่นเพียรในสิ่งที่ชั่วช้า ลามกเป็นบาป เราไม่ใช่บวชเข้ามาสร้างบาปกรรมเวร เรามาบวชสะสม เอาสวรรค์นิพพาน ข้ามโอฆสงสารเบื้องหน้า พระพุทธเจ้าสอนให้เรา ชําระศีล สมาธิ ปัญญาให้บริสุทธิ์ อย่าให้เศร้าหมอง แต่เรามาทําอย่างนี้ ทําลายสงฆ์ให้แตกร้าวสามัคคีจากกัน เป็นโทษใหญ่ เป็นอนันตริยกรรม นั่นแหละ เราบวชมาเป็นสมณะแล้ว เป็นผู้ละ เป็นผู้วาง เป็นผู้สงบแล้ว

ทางกาย วาจา ใจนั้น อย่าเพิ่งกระทํา อย่างเพิ่งล่วงเกิน ไม่ดี” นั่นแหละ เมื่อภิกษุ ก. ห้ามแล้วไม่ฟัง สงฆ์สวดกรรมเพื่อจะให้ ละ ถ้าไม่ละ ต้องสังฆาทิเสสแล นี่ข้อสําคัญ จําไว้

Cquote2.svg

ข้อที่ ๑๑ [18]
  สิกขาบทที่ ๑๕

 
Cquote1.svg

ภิกษุ ก. จะประพฤติตามภิกษุ ข. นะ จะทําลายสงฆ์ให้แตกร้าว สามัคคีจากกัน นําข่าวสารของสงฆ์กลุ่มนั้นมายุยงส่งเสริมสงฆ์กลุ่มนี้ว่า “สงฆ์กลุ่มนั้นพูดส่อเสียดยุยง จะฆ่าจะตีอย่างโน้นอย่างนี้แก่พวก ท่านทั้งหลาย พวกท่านจะทําอย่างไรเล่า?” จากนั้นก็นําข่าวสารของสงฆ์กลุ่มนี้ไปยุยงส่งเสริมว่าจะทําลาย สงฆ์กลุ่มนั้น สงฆ์เหล่านั้นก็รังเกียจเคียดชังกันนะ ผลสุดท้ายก็เป็นเหตุ ให้สงฆ์แตกร้าวสามัคคีจากกัน นั่นแหละไม่ดี ห้ามมรรคห้ามผลนิพพาน ไม่ใช่กิจของสมณะที่จะพึงกระทํา นั่นแหละ ภิกษุ ก. จะประพฤติตามภิกษุ ข. เพื่อจะทําลายสงฆ์ ให้แตกร้าวสามัคคีจากกันนั้น ภิกษุ ค. แนะนําพร่ำสอนว่า “อย่าเพิ่งทําเถอะเพื่อน ไม่ดี ไม่ใช่กิจของสมณะจะพึงทําอย่างนี้ ทําให้ศีลเศร้าหมอง เพศเศร้าหมอง ทิฏฐิความเห็นก็เศร้าหมอง ไม่ผ่อง ใส เป็นเครื่องกีดกั้นมรรคผลไม่ให้เกิดขึ้น เรามาบวชละหมดทุกสิ่งทุก อย่างแล้ว จะมาประพฤติอย่างนี้เป็นกิจของฆราวาส แม้ฆราวาสญาติโยม

เขาก็ต้องมีเรื่องกันนะกล่าวหาฟ้องร้องกัน ทีนี้เรามาละแล้ว จะมา ประกอบความชั่วเช่นนั้น ไม่สมควร เลิกละเถอะ” เมื่อพระ ค. ตักเตือนแล้ว สงฆ์สวดกรรมเพื่อที่จะให้ละ ถ้าไม่ละ ต้องสังฆาทิเสส นี่ข้อสําคัญ จําไว้

Cquote2.svg

ข้อที่ ๑๒ [19]
  สิกขาบทที่ ๑๖

 
Cquote1.svg

ภิกษุว่ายากสอนยาก ทําอย่างไรจึงเรียกว่า “ว่ายากสอนยาก” บวชเข้ามาแล้วสงฆ์สอนว่า อย่าขุดดินฟันไม้นะ อย่ากินข้าวแลงแกงร้อน อย่าเล่นสีกงสีกานารีสุรานารี ก็ทําไปเสีย อย่าร้องรําทําเพลงนะผิดวิสัย ของสมณะ ก็ทําเสีย อย่าไปดูลิเกละครหนังหมอลําหมู่ มหรสพต่างๆ ก็ ทําไปเสีย อย่าดีดสีตีเป่าร้องรําทําเพลง ก็ทําเสีย ในเวลาวิกาลอย่าเข้าไป ในบ้าน ก็เข้าไป โอ๋...อย่างนี่สอนแล้วสอนเล่าก็ไม่เอา ภิกษุบวชใหม่อย่า ยืนกินน้ำกินอาหารนะ ปรับอาบัติทุกกฎ ก็ยืนกินเสีย อย่าไป ประจบประแจงประทุษร้ายตระกูลด้วยการซื้อถูกขายแพงอย่างโน้นอย่างนี้ เอาของปลอมไปหลอกลวงเขา ก็ทําเสีย นั่นแหละ สอนแล้วสอนเล่าก็ไม่ ทําตาม นี่เรียกว่า “ว่ายากสอนยาก” ภิกษุ ก. ห้ามไม่ฟัง “เพื่อน...เรามาบวชเพื่อหวังดีนะ อยากได้ ของดีคือพระนิพพาน จะมาทําตนเหมือนคนชาวบ้าน แม้ชาวบ้าน เขาก็ ไม่เป็นอย่างนี้ นั่นแหละ ได้ชื่อว่าประพฤติตนเป็นโจรปล้นศาสนาธรรม คําสอนของพระพุทธเจ้า อาศัยผ้ากาสาวพัสตร์หากินเลี้ยงชีพ นุ่งห่มเข้า ไปแล้ว เกิดมานะถือตัว ไปไหนเขาก็ให้กิน แต่ว่าศีลของเราไม่บริสุทธิ์ จะว่าดีได้อย่างไร มีแต่บาปทั้งนั้น เพราะหลอกลวงเขากิน นั่นแหละ” อุปะทุสิกา บวชอย่างนี้บวชประทุษร้ายศาสนา ดีดสีตีเป่าร้องรํา ทําเพลง เล่นสีกงสีกาสุรานารี ฟังเทปวิดีโอโทรทัศน์ลิเกหนังละคร ขุดดิน ฟันไม้ ถือเงินบายทอง กินข้าวแลงแกงร้อน อุปะมุยหิกา บวชเข้ามาแล้วหาของเล่นสนุกสนานเหมือนอย่าง ฆราวาส ฆราวาสเขามีอะไร เทป โทรทัศน์ วิดีโอ นั่นแหละ ร้องรําทํา เพลงทุกอย่าง ทุกวันคืนดูแต่ของเหล่านั้น พระพุทธเจ้าสอนให้ดู กรรมฐาน ชําระจิตใจให้ผ่องใส พิจารณากายว่าเป็นของไม่สวยงาม เป็น ของไม่ยั่งยืน ก็ไม่ยอมฟัง แล้วก็ไม่ยอมทําตาม อุปะนิสะระณิกา บวชมาแล้วก็เป็นผู้แสวงหาที่สงัด แสวงหาครู อาจารย์ที่ดี แล้วก็อดนอนผ่อนอาหาร ชําระใจให้ผ่องใส เจริญมรรคอยู่ เป็นนิตย์ อยู่ในที่สงบสงัด มันจึงจะเป็นไป จะมาก่อเหตุให้กิเลสเห่อเหิม เผาจิตใจให้เร่าร้อน ไม่ใช่สมณะ จงเป็นสมณะที่ดี มันจึงจะใช้ได้ เป็นผู้ แสวงหา อารัญญิกังคะ อยู่ป่าเป็นวัตร รุกขะมูลิกังคะ อยู่โคนต้นไม้เป็น วัตร โสสานิกังคะ อยู่ป่าช้าเป็นวัตร อัพโภกาสิกังคะ อยู่ที่แจ้งๆ เป็น วัตร ยะถาสันถะติกังคะ อยู่เงื้อมเขาเป็นวัตร เนสัชชิกังคะ อดนอน ผ่อนอาหาร นี่จึงได้ชื่อว่า อุปะนิสะระณิกา ผู้บวชเข้ามาแล้วตั้งใจ ประพฤติวัตรปฏิบัติ เอาชนะกิเลสและธาตุขันธ์ มันจึงจะเป็นไป นี่แหละ ภิกษุ ก. ห้ามไม่ฟัง สงฆ์สวดกรรมเพื่อจะให้ละข้อที่ ประพฤตินั้น ถ้าไม่ละ สังฆาทิเสสกินหัว สมัยพุทธกาลโน้นเป็นอย่างนี้ ใครประพฤติผิดเข้าก็นําเรื่องกราบ ทูลพระพุทธเจ้าและสงฆ์ชําระ ถ้าเลิกละก็ดีมาก ละชั่ว ประพฤติดี ทําจิต ให้ผ่องใส

แต่สมัยนี้ ใครทําอย่างไรก็แล้วไปนะ ปัจจัตตัง รู้เฉพาะตนนะ ฉะนั้นจงเป็นผู้ฉลาดแสวงหาครูบาอาจารย์ที่ดีเรียบร้อย พอที่จะแนะนํา พร่ำสอนศีลธรรมได้ ผมดูแล้ว ทุกวันนี้ คามวาสีนะ โอ๋...ห่มผ้าดําเฉยๆ นะเจ้า!... แต่ทุกวัดมีวิดีโอ เทป โทรทัศน์ให้พระเณรดูนะ เมื่อไหว้พระ สวดมนต์เสร็จแล้วก็เอาเลย ดูอย่างนั้นเรื่องโลก เอาหนังสือพิมพ์มาดู บอกว่าได้ปัญญา ได้ปัญญาอย่างไร มีแต่เขาแสดงเรื่องโลกทั้งนั้น ถ้าได้ ปัญญาดี พระพุทธเจ้าก็คงจะไม่ออกผนวชอยู่ป่า พระอริยเจ้าทั้งหลายก็ เหมือนกันมีแต่ออกอยู่ป่าทั้งนั้น ยุคนี้สมัยนี้ หลวงปู่สีทา นักปราชญ์เอกเมืองอุบลราชธานี ท่าน เรียนจบพระไตรปิฏกหมดแล้วก็ไปอยู่ป่าได้ความดีเกิดขึ้น หลวงปู่เสาร์ ไปศึกษาก็ได้ความดีที่อยู่ป่า หลวงปู่มั่น ไปศึกษาก็ได้ความดีที่อยู่ป่า ครู บาอาจารยแสมัยนี้ท่านออกอยู่ป่าทั้งนั้น มีแต่ตั้งใจประพฤติปฏิบัติดี แต่ทุกวันนี้ ผมเห็นแล้วก็สังเวชสลดใจ ที่สํานักวัดป่าเขาน้อยนี้ ไม่ให้มีนะ ถ้ามีแล้ว ไม่ได้ ขับกันอย่างใหญ่เลย แต่ถ้าใครมีแล้วลักเปิด ลับๆ บาปกินหัว นั่นแหละ นัตถิ โลเก ระโห นามะ ความลับไม่มีใน โลกนะ นัตถิ โลเก อะนินทิโต เมื่อทําผิดแล้วไม่ถูกนินทาไม่มีในโลก แน่นอนนั่นแหละ ธรรมะบทบาทนี้พระองค์เจ้าแสดงไว้แล้ว พระเณรอย่าทําตนเป็นคนว่ายากสอนยาก จงเป็นคนบอกนอน สอนได้ เชื่อถ้อยฟังคําของครูบาอาจารย์คําสอนของพระพุทธเจ้า เมื่อ พระพุทธเจ้าจะเข้าพระนิพพาน พระองค์สั่งกับสงฆ์ทั้งหลายไว้ว่า “ภิกขะเว ดูก่อนสงฆ์ทั้งหลาย เมื่อเราเข้านิพพานแล้ว ธรรมวินัย ที่เราตรัสดีแล้ว ตรัสแล้วดีนั้น เป็นศาสดาครูสอนพวกท่านนะ จงเคารพ ธรรมวินัย ประพฤติปฏิบัติตามนั้น จะได้บรรลุมรรคผลแน่นอนโดยไม่ ต้องสงสัย” นี่ข้อหนึ่ง

ข้อที่สองว่า “ภิกขะเว ดูก่อนสงฆ์ทั้งหลาย เมื่อเราเข้านิพพาน แล้ว จงเอาสงฆ์เป็นใหญ่ เพราะท่านบวชก่อน ศึกษามาก่อนมั่นคงแล้ว” ฉะนั้น กิจทั้งปวงก็สําเร็จได้เพราะสงฆ์ ครูบาอาจารย์ฝ่าย มหานิกายไปไหนมาไหนห่มจีวรคลุมผ้าพาดบ่า นั่นก็สําเร็จได้เพราะสงฆ์ สงฆ์ผู้ใหญ่พูดแล้วเห็นชอบแล้ว เถรสมาคมทั้งมหานิกายและธรรมยุตก็ เห็นชอบแล้ว เราจะคัดค้านไม่ได้ เพราะพระพุทธเจ้าตรัสไว้แล้ว นั่นแหละ เราจงเป็นผู้มีปัญญา ฉลาด อย่าทําตนเป็นคนโง่ สาธุ โข ปัณฑิโต นามะ ขึ้นชื่อว่าบัณฑิตย่อมทําประโยชน์ให้สําเร็จได้แล

Cquote2.svg

ข้อที่ ๑๓ [20]
  สิกขาบทที่ ๑๗

 
Cquote1.svg

ภิกษุประทุษร้ายตระกูลนะ ประจบแจงกับคฤหัสถ์ รู้ไหมคฤหัสถ์ ทายกทายิกานั่นแหละ ด้วยการซื้อถูกขายแพง ประจบประแจงทุกสิ่งทุก อย่าง เป็นพระหัวไม้ เป็นพระที่ช่วยกิจการงานต่างๆ ของชาวบ้านเขาบ้าง เป็นคนส่งข่าวสารให้ชาวบ้านเขาบ้าง เพื่อว่าจะให้เขานิยมยินดีเลื่อมใส และให้ของต่างๆ เช่น ดอกไม้ของหอมทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเครื่องหลอกลวง เขาทุกอย่างนานาประการ ช่วยกิจการงานทุกประเภท เกี่ยวข้าวเกี่ยวปลา ทําบ้านทําเรือน อะไรเกิดขึ้นของฆราวาสญาติโยมนั่นก็ไปช่วยเขา ยอม ตัวเป็นทาสให้ชาวบ้านเขาใช้ทุกอย่าง นั่นแหละเรียกว่าประทุษร้ายตระกูล ตระกูลนั้นเราแนะนําพร่ำสอนธรรมวินัยในทางดีแล้วควรที่จะได้บรรลุ

มรรคผล แต่ก็ไม่ได้ เพราะเราไปสงเคราะห์ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผิดธรรมผิด วินัย พาเขาผิดทาง ไม่ดี ภิกษุ ก. ห้ามไม่ฟัง “อย่าเพิ่งทําเถิดเพื่อน ไม่ดี ไม่ใช่ประเพณี ของศาสนา อันนั้นเป็นประเพณีของคนชั่วช้าลามก ทําความเศร้าหมอง ให้เกิดแก่ตนแล้ว จงเลิกละ” สงฆ์สวดกรรมเพื่อจะให้ละ ถ้าไม่ละ ต้องสังฆาทิเสส นี่ข้อสําคัญ นะ อย่าเพิ่งกระทํา อย่าเพิ่งแตะต้อง ผมบวชมานี่ก็เห็นหลายท่านหลายองค์นะประพฤติอย่างนี้ พระ หนุ่มแก่ปานกลางก็ดี ผลสุดท้ายก็ไปไม่รอดเหมือนตาบอดเดินทางนะ สุดท้ายก็ตายจากเพศพรหมจรรย์เท่านั้นเอง หรือผลสุดท้ายก็ตกหลุม มาตุคามก็มีนะ นั่นแหละ ถูกมาตุคามยักขิณีเอาไปกินเสีย เพราะ ประพฤติไม่ดี บวชแก่พรรษา ภิกษุหนุ่มตักเตือนก็ไม่ฟัง โยมชาวบ้าน ตักเตือนก็ไม่ฟัง ว่าเรารู้พอแล้ว พวกท่านอย่าเพิ่งมาสอนเถอะว้า นั่น แหละ พอแล้วแต่กลับไม่พอ ผลสุดท้ายก็ปรับอาบัติสังฆาทิเสส เท่า นั้นเอง

สรุปสังฆาทิเสส ๑๓

นี่แหละ สังฆาทิเสส ๑๓ ข้อ ถ้าเราต้องเข้าแล้วเป็นอย่างไร โดยเฉพาะ ๕ ข้อแรกนั่นสําคัญนะ ระวังให้ดี ถ้าต้องเข้าแล้วปกปิดไว้ เท่าใดความสงบของจิตก็ไม่มี จะเจริญศีล สมาธิ ปัญญาก็ไม่เป็นไป เพราะบาปนี้มันครอบงําไว้ทําให้ใจเศร้าหมอง กิเลสครอบงําจิตนั้นแหละ ถ้าปกปิดไว้ปีหนึ่งหรือเดือนหนึ่ง สงฆ์ก็ให้อยู่ปริวาสกรรมปีหนึ่งหรือเดือน หนึ่ง แล้วก็อยู่มานัต ๖ ราตรี แล้วสงฆ์ ๒๐ รูป นําสวดอัพภานในโบสถ์

คล้ายกับวันบวชนั่นแหละ ก็เป็นอันพ้นไปได้ ส่วนผู้ฉลาดเมื่อเป็นวันนั้น รู้ตัวแล้วก็รีบมาแสดงให้สงฆ์ทราบ สงฆ์ก็ให้อยู่ปริวาสกรรม ๕ วัน ๑๐ วัน อยู่มานัต ๖ ราตรี แล้วสงฆ์ ๒๐ รูปสวดอัพภานก็พ้นโทษไปได้ อยู่ปริวาสกรรมทําอย่างไร สงฆ์ก็ปรับโทษให้ไปนั่งต่อท้ายภิกษุ บวชใหม่ ห้ามแจกอาหารให้แก่ภิกษุองค์อื่น บิณฑบาตต้องเดินตามหลัง ภิกษุผู้บวชใหม่ บอกวัตรทุกวัน เมื่อมีภิกษุอาคันตุกะเข้ามาต้องไปแสดง บอกวัตรกับท่านว่า ผมต้องอาบัติสังฆาทิเสสข้อนั้นๆ ถ้าไม่ไปบอก เห็น แล้วปกปิดไว้นะ อยู่มาเดือนหนึ่ง สงฆ์ก็ปรับโทษให้อยู่เพิ่มอีกเดือนหนึ่ง นะ เท่าเดิมนั่นแหละจําไว้ เรื่องการอยู่ปริวาสกรรมสําคัญนะ ขายขี้หน้า ทุกสิ่งทุกอย่าง ฉะนั้น อย่าเพิ่งล่วงเกิน อย่าเพิ่งประมาท อย่าเพิ่งแตะ ต้อง นี่ข้อสําคัญ ผู้อยู่ปริวาสกรรม จงทําความเพียรไปนะ เดินจงกรม ยืนภาวนา อดนอนผ่อนอาหาร ไปทํากิจวัตรใดๆ ก็อย่าถือตัว จงเคารพนอบน้อมอย่า ให้วาจาไปกระทบกระแทกแดกดันพระเณรนะ บาปจะไม่ตกไป ขยันหมั่นเพียร ปัดกวาดเช็ดถูศาลาให้มันเรียบร้อย ทําความดีล้างบาป มันจึงจะตกไป เราทําคุณงามความดี ผลก็ได้อยู่ดอก เป็นบุญนั่นแหละ บุญก็เกิดขึ้น มากขึ้นๆ ผลสุดท้ายก็ชนะได้เอง นั่นแหละ เมื่อครูบา อาจารย์ยกโทษให้แล้วเราก็สบาย

สังฆาทิเสส ๑๓ จบเพียงแค่นี้

Cquote2.svg

อนิยต ๒ สิกขาบท
ข้อที่ ๑
[21]
  สิกขาบทที่ ๑๘

 
Cquote1.svg

อนิยต ๒ นี้ปรับโทษตามธรรม ๓ อย่างที่ผู้ ควรเชื่อนํามาแสดงในท่ามกลางสงฆ์ คือ ปาราชิก สังฆาทิเสส หรือ ปาจิตตีย์อย่างใดอย่างหนึ่ง

ถ้าเป็นปาจิตตีย์ ก็แสดงอาบัติตกไปได้ ถ้าเป็น สังฆาทิเสส ก็ต้องอยู่ปริวาสกรรมจึงจะพ้นโทษได้ แต่ ถ้าเป็นปาราชิกแล้วก็ขาดจากความเป็นภิกษุเลยทีเดียว

ภิกษุนั่งอยู่ในที่ลับตากับผู้หญิงสองต่อสอง สงฆ์ไม่เห็นนะ แต่หู คงจะได้ยินอยู่หรอก ถ้ามีผู้ควรเชื่อมาในที่นั้น ผู้ควรเชื่อของสงฆ์ได้แก่ ใคร ได้แก่พระโสดาบัน ผู้มีจิตตั้งมั่นแล้ว ไม่มีอคติธรรมใดๆ เป็นที่ไว้ใจ ของสงฆ์ได้ ไม่เอนเอียง ไม่ว่าจะเป็นพี่น้องก็ตาม คนอื่นก็ตาม พูดตาม ความเป็นจริงเลย นั่นแหละ นําธรรมวินัยมาแสดงขึ้นในท่ามกลางสงฆ์ ปาราชิก ๑ สังฆาทิเสส ๑ ปาจิตตีย์ ๑ อย่างใดอย่างหนึ่ง สงฆ์ทราบ แล้วก็เรียกภิกษุ ก. เข้าประชุมในระหว่างสงฆ์ แล้วซักไซ้ไต่ถาม ถ้าภิกษุ นั้นรับอย่างไรสงฆ์ก็ปรับอย่างนั้นหรือปรับตามผู้นําข่าวสารนั้นมาแสดง “โอ๋...ท่าน ข้าพเจ้าดูแล้วพระกับผู้หญิงนี่ดูกิริยาอาการแล้วต้อง เป็นปาราชิกแล้ว เสพกามกันเสียแล้ว นั่งเอาขาก่ายกันแล้ว เอาของลับ เคล้าคลึงกันแล้ว สมควรจะปรับปาราชิก” สงฆ์ก็เลยรับทําตามผู้ที่นําธรรมนั้นมาแสดงท่ามกลางสงฆ์นั้น ที นี้ถ้าตัวเองเป็นแล้ว ก็ต้องรับตามเขาปรับโทษ ฉะนั้น เราท่านทั้งหลาย อย่าเพิ่งทําอย่างนั้น นั่งในที่ลับตากับผู้หญิงสองต่อสอง ไม่ดี ทีนี้ใน อเจลกวรรค สิกขาบทที่ ๕ (ปาจิตตีย์ วรรคที่ ๕) กล่าวว่า “ภิกษุ นั่งอยู่ในห้องกับผู้หญิง ไม่มีผู้ชายอยู่เป็นเพื่อน ต้อง ปาจิตตีย์” ผิดวิสัยของสมณะ เป็นที่ไม่ไว้ใจของสงฆ์ ทําเพศและทิฏฐิ ความเห็นเศร้าหมอง กุลบุตรลูกหลานมาสุดท้ายภายหลัง ไม่ได้ศึกษาเล่า

เรียนพระวินัย ไม่รู้ระเบียบแบบแผนของศาสนา เขาจะเอาเป็นตัวอย่าง ผลสุดท้ายศีลเศร้าหมอง ศีลขาด มรรคผลก็เลยไม่เกิดขึ้นกับกุลบุตร ลูกหลาน นี่แหละ ทําลายศาสนาด้วยการประพฤติปฏิบัติต่างๆ อย่าเพิ่ง ทําอย่างนั้นไม่ดี นัตถิ โลเก ระโห นามะ ความลับไม่มีในโลกนะภิกษุ ทั้งหลาย แน่นอนนะความชั่วเมื่อมันเปิดฉากให้เห็นแล้ว เป็นที่น่ารังเกียจ ของเพื่อนบรรพชิตทั้งหลาย นั่นแหละ พระเณรเมื่อทําชั่วแล้วไม่ถูกติฉิน นินทาไม่มี นี่แหละ จงรักษากิริยามารยาทให้เรียบร้อย อย่าให้ศีลมันขาด หรือเศร้าหมอง ไม่ดี

Cquote2.svg

ข้อที่ ๒ [22]
  สิกขาบทที่ ๑๙

 
Cquote1.svg

ภิกษุนั่งอยู่ในที่ลับหูกับผู้หญิงสองต่อสอง หูไม่ได้ยินแต่ตาเห็นอยู่ นะ สงฆ์เห็นอยู่ ทํากิริยามารยาทจับต้องลูบคลํากันอยู่ หรืออะไรก็ดีมีผู้ ควรเชื่อมาในที่นั้น มาเห็นกิริยาอาการจับต้องลูบคลํากันอยู่นะ ทําไมทํา อย่างนี้ นักพรตบรรพชิตผู้มีจิตผ่องใสวิไลสุข หมายมั่นปั้นใจจะไปพระ นิพพานจะมาสะสมซึ่งกองกิเลสอย่างนี้ มันเป็นเหตุเป็นปัจจัยทางชั่วช้า ลามก จิตใจเศร้าหมองไปด้วยกามทั้งหลายแล้ว ก็ขุ่นมัวเร่าร้อนกระวน กระวาย ถึงจะอยู่ไปก็ไม่ยังประโยชน์ให้เกิดขึ้น สมณะชีพราหมณ์ ทั้งหลายทําอย่างนี้ไม่ดี

สมณะชีพราหมณ์ทั้งหลายเมื่อบวชเข้ามาแล้ว ก็ชําระกามชําระ กายและกิริยามารยาทให้ผ่องใส อดนอนผ่อนอาหารเร่งรัดพัฒนาปราบ กิเลสให้มันอ่อนเสมอ ไม่นานก็จะสําเร็จความมุ่งหวัง มรรคผลธรรมวิเศษ ก็จะเกิดขึ้น เขาว่ากล่าวแล้ว เขาก็นําธรรมนั้นมาแสดงท่ามกลางสงฆ์ ๒ อย่าง คือ สังฆาทิเสส หรือปาจิตตีย์อย่างใดอย่างหนึ่ง สงฆ์ก็เรียก ประชุมสงฆ์ ซักไซ้ไต่ถามภิกษุนั้น “โอ๋...ผมก็อยู่ด้วยกันกับผู้หญิงสองต่อสอง มีการจับต้องลูบคลํา กัน อยู่ด้วยความกําหนัด แต่ยังไม่ได้เสพกามดอก เพียงแต่ว่ากายสัมผัส เฉยๆ มโนคือใจก็น้อมนึกสัมผัส จักขุสัมผัสด้วยรูป โสตะสัมผัสด้วย เสียง กายสัมผัสจับต้องลูบคลํา แต่ยังไม่ได้เสพกันดอก สงฆ์จะปรับโทษ อย่างไรก็ยอมรับ” เมื่อเขารับอย่างไร สงฆ์ก็ปรับอย่างนั้น หรือผู้นําข่าวสารนั้นมาว่า “ควรที่จะปรับสังฆาทิเสสนะสงฆ์ทั้งหลาย เพราะจับต้องลูบคลํากันอยู่นั่น แหละ ต้องมีความกําหนัดจึงไปจับต้องลูบคลํา ถ้าไม่มีความกําหนัดแล้วก็ คงไม่ทําอย่างนั้น ของสงฆ์จงปรับโทษสังฆาทิเสสจึงสมควร” สงฆ์ก็เลยปรับโทษสังฆาทิเสสตามผู้นําธรรมวินัยนั้นมาแสดง

สรุปอนิยต ๒

อนิยต ๒ ข้อนี้ปรับโทษตามธรรม ๓ อย่างที่ผู้ควรเชื่อนํามา แสดงในท่ามกลางสงฆ์คือปาราชิก สังฆาทิเสส หรือปาจิตตีย์อย่างใด อย่างหนึ่ง ถ้าเป็นปาจิตตีย์ก็แสดงอาบัติตกไปได้ ถ้าเป็นสังฆาทิเสสก็ต้อง อยู่ปริวาสกรรมจึงจะพ้นได้ แต่ถ้าเป็นปาราชิกเสพกามแล้ว ก็หมด ขาด จากความเป็นพระเลยทีเดียวนะ นี่ข้อสําคัญ อย่าเพิ่งทําอย่างนั้น ถ้าทํา แล้วไม่ดี เสียความมุ่งหวังเสียดีทั้งนั้น สมบัติปัจจัยบุญกุศลสะสมมาแต่ ภพก่อนโน้นก็หมดเหมือนน้ำมอดไฟ พอองคชาติสัมผัสกันเท่านั้นแหละ สังฆาทิเสสกินหัวนะ น้ำสุกกะเคลื่อนพึ่บสําเร็จประโยชน์ ปาราชิกกินเลย นั่นแหละ บุญเก่าสะสมมาภพน้อยภพใหญ่ก็สาบสูบหมดวันนั้นเหลือแต่ ซากผีตายเปล่าๆ อันนี้ข้อสําคัญ ห้ามสวรรค์ ห้ามนิพพาน นั่นแหละ จง ระวังรักษาให้ดี โอเ...โดยมากนะมีแต่พระเถระผู้ใหญ่เป็นปาราชิก เพราะมันลึ่ง ธรรมลึ่งวินัย ทําอย่างไรก็ไม่เป็นไร ผลสุดท้ายก็ตายเท่านั้น ฉะนั้นทุก ท่านใหม่ก็ดีเก่าก็ดีเมื่อได้ยินได้ฟังแล้ว จงตั้งใจระวังรักษาให้ดี เมื่อเรา ตั้งใจระวังรักษาแล้ว ก็จะเป็นเครื่องกลั่นกรองกิเลส ใจของเราก็เยือกเย็น สบายดี ไม่เดือดร้อนอาทรใจ เจริญสมณธรรมก็เป็นไปสะดวกง่ายดี นี่ แหละ จึงได้ชื่อว่า วินะโย ทาตัพโพ แปลว่า นําออกจากทุกข์โทษกิเลส น้อยใหญ่

อนิยต ๒ จบเพียงแค่นี้

Cquote2.svg

นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ สิกขาบท
ข้อที่ ๑
[23]
  สิกขาบทที่ ๒๐ (จีวรวรรค)

 
Cquote1.svg

ภิกษุทรงอติเรกจีวร คือผ้าที่ได้มามากๆ จากผ้าบังสุกุลต่างๆ หรือที่เขานิมนต์ไปทําบุญที่โน่นที่นี่ เขาถวายให้มาเก็บไว้ ผ้านอกจากผ้า ๓ ผืนนั้นเรียกว้าอติเรกจีวร (ผ้า ๓ ผืน คือผ้าที่อธิษฐานใช้ในวันบวชนั้น ได้แก่สงบ จีวร และสังฆาฏิ) อติเรกจีวรนั้นเก็บได้เพียง ๑๐ วันเป็นอย่าง ยิ่ง ถ้าล่วงเกิน ๑๐ วันไป ผ้านั้นเป็นนิสสัคคีย์ พระเป็นปาจิตตีย์นะเว้น ไว้แต่สมมติ สมมตินั้นคือ วิกัป (วิกัป คือฝากไว้หรือทําให้เป็นของมี ๒ เจ้าของ) กับสามเณรหรือภิกษุ ก. ภิกษุ ข. องค์ใดองค์หนึ่งก็ได้ “ท่าน...ข้าพเจ้าได้จีวรและเครื่องบริขารหลายอย่างต่างๆ นานา นะ ขอวิกัปไว้กับท่าน ท่านจงเป็นสักขีพยาน” แล้วก็ตั้งนะโม ๓ จบ แล้ว ก็กล่าวคําวิกัปจีวร ๓ จบ

“อิมัง จีวะรัง ตุยหัง วิกัปเปมิ”

ข้าพเจ้าขอวิกัปจีวรไว้กับท่าน แล้วก็เก็บไว้เป็นของส่วนตัว เมื่อจะ เอามาตัดเย็บนุ่งห่มใช้ก็ดี ต้องถอนวิกัปเสียก่อน ถ้าไม่ถอนวิกัปเอามานุ่ง ห่ม ปรับอาบัติ ปาจิตตีย์นะ นี่แหละมันไปเข้ากับ สุราปานวรรค สิกขาบทที่ ๙ (ปาจิตตีย์ วรรคที่ ๖) กล่าวว่า “ภิกษุวิกัปจีวรกับภิกษุ หรือสามเณรแล้วภายหลังจะเอามาใช้ต้องถอนวิกัปเสียก่อน ถ้าไม่ถอน

วิกัปต้องปาจิตตีย์” แต่ถ้าเราไม่เก็บไว้เป็นของส่วนตัว จะเก็บไว้เป็นของสาธารณะ หรือของส่วนรวม มีกุฏิหรือศาลาห้องใดห้องหนึ่งเก็บไว้ อันนี้ไม่ต้องวิกัป เพราะว่าเป็นของส่วนรวมหรือของสงฆ์ก็ว่าได้ เพื่อว่าภิกษุสงฆ์องค์เจ้าไป มาทั้ง ๔ ทิศ เครื่องบริขารขาดตกบกพร่องก็จะได้เอาไปตัดเย็บย้อมนุ่ง ห่มได้ตามชอบใจ เท่าที่มีอยู่นั้น ก็สะดวกดี ไม่ต้องมีการถอนวิกัป นั่นแหละ ให้มันรู้ วิธีเก็บอติเรกจีวรนั้นมี ๒ อย่าง คือ ๑) วิกัป ๒) เก็บไว้เป็นของสาธารณะทั่วไปแก่สงฆ์ทั้งหลาย อยู่กับวัดก็ดี หรือมา แต่ทิศทั้ง ๔ ก็ดี อะไรไม่พอใช้ เราก็จะได้สงเคราะห์ นี่ข้อสําคัญ จําไว้ ถ้าไม่รู้พระวินัยบทนี้เป็นโทษอยู่ทุกเมื่อ ผมเองอยู่กับ หลวงปู่ ขาว อนาลโย หลวงปู่ขาว ก็พาเก็บไว้เป็นของกลาง ไม่ใช้ของใครทั้งนั้น เมื่อพระเณรเถรชีขาดตกบกพร่องอะไรก็มาเอาไปใช้ได้ตามชอบใจ โดยไม่ ต้องถอนวิกัป หรือพระสงฆ์องค์เจ้าไปมาทั้ง ๔ ทิศ เขาต้องการอะไรก็ขอ ไปใช้ได้ตามสบาย เพราะทุกวันนี้พระเณรมันหลาย ผ้ามันก็หลาย นี่ข้อสําคัญจงให้รู้สิกขาบทนี้ ถ้าไม่รู้แล้วเป็นอย่างไร เก็บไว้หลาย ก็สะสมเป็นเครื่องมัดตนเท่านั้นเอง พอที่จะสละให้ทานได้ก็ไม่ได้ อาจารย์องค์หนึ่ง อยู่ที่อําเภอพรรณนานิคมเป็นพระเถระใหญ่ แล้วเก็บผ้าเป็นไม่ๆ ไว้เต็มกุฏิจนไม่มีที่จะอยู่ ทั้งว่านยาอะไรทุกอย่าง เขา มาทานอะไรให้ก็เก็บไว้ ตระหนี่เหนียวแน่น หลวงปู่ฝั้น อาจาโร และ ท่านเจ้าคุณพิศาล แนะนําพร่ำสอนก็ไม่ยอมละ ผลสุดท้ายก็เลยตาย หลวงปู่ฝั้น ก็เลยไปอุปโลกน์ของทั้งหลายเหล่านั้น แล้วก็สั่งให้พระเณร และ ท่านเจ้าคุณพิศาล จัดการขนลงมาเต็มลานวัด เผาไฟทิ้ง เพราะผ้า มันขาดหมด ว่านยา ปัจจัย ๔ ทุกอย่างก็เสียหายหมด โอ๊ย...น่าเสียดาย เผาทิ้งเต็มบริเวณวัดนั้น นั่นแหละ หลวงปู่ฝั้น ว่า “ทุวิชาโน ปะราภะโว” พระปัญญาทราม ตระหนี่เหนียวแน่น หวงแหนว่าเป็นสมบัติของตัว ฟังธรรมะครูบาอาจารย์ ฟังแล้วฟังเล่าก็ไม่ เข้าถึงใจ ไม่ยอมละ ไม่ยอมวาง ไม่ยอมเชื่อฟใง นั่นแหละ สมบัตินั้นเก็บ ไว้หลายก็เป็นโมฆะ ควรจะเป็นบุญเป็นกุศลของตนและคนอื่นก็ไม่ได้ ผล สุดท้ายก็เสีย ต้องเผาทิ้ง สิกขาบทนี้มันไปเข้ากับ โภชนวรรค สิกขาบทที่ ๔ (ปาจิตตีย์ วรรคที่ ๔) “ภิกษุไปบิณฑบาตในบ้าน ถ้ามีทายกเขานําขนมมาถวาย เป็นอย่างมาก จะรับได้เพียง ๓ บาตรเท่านั้น ถ้ารับเกินกว่านั้นไปปรับ อาบัติปาจิตตีย์นะ” ของที่รับมามากเช่นนั้น ภิกษุจงเป็นผู้มีปัญญาฉลาด เป็นเจ้าของสมบัติเหล่านั้น เมื่อกลับมาถึงวัดแล้ว จงเฉลี่ยเจือจานแจก แบ่งให้ทานสมบัติปัจจัยที่เขาให้มาแล้วก็เป็นบุญของเราอีก อย่าบริโภคแต่ ตนคนเดียว แจกแบ่งให้แก่ภิกษุเฒ่า ภิกษุเข้าพยาธิ (ป่วยไข้) ไปมาไม่ได้ หรือภิกษุที่ไปสายอื่นนั้นไม่ได้ ถ้าหวงแหนเก็บไว้บริโภคแต่ตนคนเดียว เป็นที่รังเกียจของหมู่เพื่อน อาหารที่ได้มาก็เป็นโมฆะ นั่นแหละสิกขาบท นี้กับ จีวรวรรค สิกขาบทที่ ๑ นี่ มันเข้ากัน นี่แหละให้มันรู้ ไม่ฉลาดแล้วสะสมบริโภคแต่ตนคนเดียว ก็เป็น โมฆะอย่างนั้นแหละ น่าสงสารน่าสังเวช พระพุทธเจ้าสอนไว้ว่า ถ้าเราไม่ สะสมไว้ ไม่ได้ให้ทานไว้ ไม่ได้ฝังไว้ ไม่ได้สงเคราะห์หมู่เพื่อนไว้ ไปชาติ หน้าก็ทุกข์จนข้นแค้นแสนกันดารนะ ดังเช่น พระพาหิยะ พระพาหิยะ มาฟังธรรมะของพระพุทธเจ้ากลางมรรคาทาง บิณฑบาตได้สําเร็จพระอรหันต์แล้วไปวัดเชตวันขอบวช พระพุทธเจ้าป่าว ร้องนักปราชญ์เอกสมัยนั้นได้แก่นางวิสาขา พระเจ้าปเสนทิโกศล นาง มัลลิกา อนาถบิณฑิกะเศรษฐีนั่งเฉย ไม่มีใครมีศรัทธาเลย พระพุทธเจ้า พิจารณาดูบุพเพชาติปางก่อนโน้นของพระพาหิยะ ก็รู้ว่าพระพาหิยะนั้น

เครื่องบริขาร ๘ ไม่ได้ให้ทานสงเคราะห์ใครเลย ได้มามากก็บริโภคแต่ตน คนเดียว นอกนั้นก็ขาย หรือใครอยากได้ก็ต้องหาสิ่งของมาแลกเปลี่ยน ทําบุญแต่อย่างอื่น พระพุทธเจ้าจึงว่า อานนท์สิ่งใดที่ตนไม่ได้ทําไว้ก็ไม่มีนะ สิ่งใดที่ ตนทําไว้จึงได้มีนะ นั่นแหละให้มันพร้อมทุกอย่าง อย่าได้ขาดตกบกพร่อง ในปัจจัย ๔ นี้นั้น นั่นแหละอย่าง พระพาหิยะ นี้นั้นทําบุญแต่อย่างอื่น เรื่องบริขาร ๘ ไม่ได้ทําเลย พระพุทธเจ้าพิจารณาต่อไปอีกก็รู้ว่ากรรมจะมาถึงในวันนี้ จึงออก อุบายให้พระพาหิยะไปหาผ้าที่เขาไปเททิ้งตามกองขยะมูลฝอยนอกบ้าน หรือที่พันซากศพไปทิ้งในป่าช้า พระพาหิยะก็ไปเลย คู่กรรมเวรที่สะสมไว้ แต่ชาติปางก่อนโน้นเห็นแล้วก็บันดาลให้วัวบักถึกใหญ่เขาแหลมตวัดใส่ ท้องไส้ไหลตายเลย ตายแล้วทอดทิ้งสังขารไว้ ตัวจริง (คือจิตนั้น) ก็ไป พระนิพพาน พ้นทุกข์ในโลกสงสาร นั่นแล ไม่ได้บวช ฉะนั้น จงอย่าได้สะสมสิ่งทั้งปวงที่ได้มานั้น เอาไว้แต่พอควร อาหารบิณฑบาตก็ดี ได้มาแล้วจงทําบุญ มันจึงจะร่ำรวยสวยงามต่อไป

Cquote2.svg

ข้อที่ ๒ [24]
  สิกขาบทที่ ๒๑

 
Cquote1.svg

ภิกษุอยู่ปราศจากไตรจีวรคือผ้า ๓ ผืนที่นุ่งบวชวันนั้น สบง จีวร สังฆาฏิ นั่นแหละ อยู่ปราศจากแม้คืนแรกผ้านั้นเป็นนิสสัคคีย์ พระเป็น ปาจิตตียแนะ เว้นไว้แต่สมมติ สมมติอย่างไร ในพระวินัยปิฎกอธิบายไว้หลายประเด็นนะ เช่น ในอาวาสวัดนี้เราอยู่องค์เดียวนะ เราอธิษฐานเอาหมดทั้งบริเวณวัดเป็นที่ เก็บไว้เครื่องบริขารนั้น เราจะไปเดินจงกรม นั่งภาวนาอยู่สถานที่ใดวันคืน ได้ทุกระยะ คําอธิษฐานว่า “อิมัง อาวาเส สังฆาฏิง อุตตะราสังคัง อันตะระวาสะกัง อธิฏฐามิ” “อาวาสที่อธิษฐานที่ใกล้ไกลก็ดีทั้งกว้างและแคบ ข้าพเจ้า อธิษฐานเป็นที่อยู่อาศัยเจริญสมณธรรม และเป็นที่เก็บไว้ซึ่งเครื่องบริขาร ทั้งหลาย” เมื่ออธิษฐานแล้วไปเดินจงกรมหรือนั่งภาวนาที่ใดก็ได้ จนมืดจน แจ้งอยู่ที่ใดก็ได้ไม่ปรับโทษ นี่หมายถึงเราอยู่องค์เดียวนะ ถ้าอยู่หลายองค์ ต้องอธิษฐานใช้เฉพาะกุฏิที่อยู่ของตนเท่านั้น “อิมัง กุฏิยัง สังฆาฏิง อุตตะราสังคัง อันตะระวาสะกัง อธิฏฐามิ” “ข้าพเจ้าขออธิษฐานกุฏินี้เป็นที่อยู่อาศัยเจริญสมณธรรมและเป็น ที่ไว้เครื่องบริขารทั้ง ๓ ผืนนี้” ถ้าเป็นกุฏิห้องเดียวเราอยู่องค์เดียว อธิษฐานเอาหมดทั้งข้างบน และข้างล่าง เมื่อผ้าจีวร ๓ ผืนอยู่ข้างบน เราอยู่ข้างล่าง เดินจงกรมอยู่ จวนจะแจ้งแล้ว รีบเข้ามานั่งใต้ถุนกุฏินั้นภาวนาต่อไป มันแจ้งลัดก็ไม่เป็น โทษเพราะเราอธิษฐานทั้งข้างบนและข้างล่างแล้ว ถ้าผ้าอยู่ข้างล่างเรานั่ง ภาวนาหรือสวดมนต์อยู่ข้างบน มันแจ้งลัดก็ไม่เป็นไร หรือถ้าเราอยู่รุกขมูลโคนต้นไม้นั้น เราก็อธิษฐานว่า “อิมัง รุกขัง อธิฏฐามิ” (รุกขัง = ต้นไม้น้อย รุกเข = ต้นไม้ปานกลาง รุกโข = ต้นไม้ใหญ่) ข้าพเจ้าอธิษฐานร่มไม้นี้เป็นที่อยู่อาศัยเจริญสมณธรรม ทําร้าน (ที่พัก) อยู่นะ กําหนดเอากิ่งไม้ที่มันยาวออกไปสุดนั้นเป็นเขตแดน เป็น ที่ไว้เครื่องใช้บริขาร เดินจงกรมบริเวณใต้ร่มไม้มันกว้างใหญ่นั้นถึงมันแจ้ง เราอยู่ในสถานที่ใดก็ดีก็ไม่เป็นโทษ เพราะเรากําหนดเอาหมดแล้วใต้ร่ม ไม้นั้น อัพโภกาสิกังคะ เราอยู่ที่แจ้งๆ เป็นวัตร ทําร้านอยู่ก็กําหนดเอา เขตกว้างยาวของร้านนั้นเป็นที่อธิษฐานใช้ นั่นแหละ การอยู่ที่กลางแจ้งจะ อยู่ได้ก็แต่ในอุตุฤดู คือฤดูเดือน ๑๒ ข้างแรมหมดฤดูฝนแล้วจึงจะอยู่ได้ ฤดูแล้งก็อยู่ไม่ได้นะเพราะมันร้อน ในประเทศอินเดียนั่นร้อน แม้ประเทศ ไทยก็ร้อนเหมือนกัน ฤดูหนาวมันก็หนาวนั่นแหละ นี่ข้อสําคัญนะ ให้เรา รู้จักอธิษฐานใช้ ถ้าปล่อยผ้าทิ้งไว้ให้ล่วงราตรี ผ้านั้นเป็นนิสสัคคีย์ พระเป็น ปาจิตตีย์นะ ต้องเสียสละผ้านั้นเสียก่อนแล้วจึงแสดงอาบัติตก ถ้าเราปวดหนัก แล้วไปถ่ายหนัก ห้องส้วมมันอยู่ไกลจะกลับมา ไม่ทัน มันจะแจ้งลัดก่อน เราก็เอาผ้า ๓ ผืนนั้นไปด้วย เผื่อว่ามันแจ้งลัด ก็ไม่เป็นโทษ ทีนี้ ผ้าจีวรขาดหรือไฟไหม้นะ สูบยาแล้วไฟตกไปไหม้ขาด เป็นรู ขนาดหัวไม้ขีดไฟเท่านั้น ต้องรีบปะชุนให้เรียบร้อย อย่าให้ล่วงราตรีถ้า ล่วงราตรี ผ้านั้นเป็นนิสสัคคีย์ พระเป็นปาจิตตีย์นะจําไว้ ทีนี้ผ้าอังสะ ผ้าอาบน้ำ ซึ่งเป็นผ้านอกผ้าอธิษฐาน ๓ ผืนนั้น ถ้า ผ้าอังสะ ผ้าอาบน้ำขาดเป็นอย่างไร หลวงปู่ขาว ท่านว่า หลวงปู่มั่น ท่านบอกว่าปรับอาบัติทุกกฎ ในพระวินัยปิฎกก็ว่าปรับโทษอาบัติทุกกฎ แปลว่า พระนั่นไม่รักษาความเรียบร้อย พระบางสํานักผ้าอังสะขาดเหมือนหางนกแซวนะ ก็สําคัญว่าตัว ทําถูก ที่แท้อาบัติกินหัวอยู่ทุกเมื่อ นั่นแหละจําไว้ให้ดี ผมนะบวชก่อนพวกท่าน ผมอยู่กับพระกรรมฐานรุ่นใหญ่ของ หลวงปู่มั่น คือ หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านก็อยู่กับ หลวงปู่มั่น ๑๔ ปี ศึกษามาหมด ผมก็ศึกษามาจากท่าน นี่แหละข้อสําคัญ จําไว้ อย่าทําเป็น คนทุกข์ยากขาดแคลน คือใช้ผ้าขาด นั่นแหละ ท่านว่าเป็นการแสดงว่าผ้า บริขารไม่มีจึงใช้ผ้าขาด เพื่อแสดงอาการขอเขา ทายกเขามาเห็นผ้าขาด เขาก็เอาผ้ามาถวายเท่านั้นแหละ ก็ปรับโทษเลยทีเดียว เรียกว่าเราไม่ ตั้งอยู่ใน สันตุฏฐี มักน้อยสันโดษ สันโดษมักน้อย นั่นแหละ ถ้าผ้าอังสะ ขาด สบงขาด ผ้าอาบน้ำขาดก็รีบปะชุนให้มันเรียบร้อย อย่าถือผ้าขาดนะ น่ารังเกียจเป็นสมณะที่ไม่เรียบร้อย จําไว้ นี่แหละเรื่องธรรมวินัย ผมรู้อย่างไร ที่ได้ศึกษามาจาก หลวงปู่ ขาว ก็เอามาแสดงให้พวกท่านฟัง เพราะสงสารหมู่เพื่อนผู้มาแต่ไกล นั่น แหละข้อสําคัญจําไว้

Cquote2.svg

ข้อที่ ๓ [25]
  สิกขาบทที่ ๒๒

 
Cquote1.svg

ผ้าเกิดขึ้นแก่ภิกษุพอจะทําจีวรได้ แต่ยังไม่พอ เก็บผ้านั้นไว้ได้ เพียงเดือนหนึ่งเป็นอย่างยิ่ง ถึงเดือนหนึ่งแล้วมีที่หวังว่าจะได้มาอีก

เก็บผ้านั้นเกินเดือนขึ้นไปอีก ผ้านั้นก็เลยเป็นนิสสัคคีย์ พระเป็นปาจิตตีย์ นั่น แหละต้องเสียสละเสียก่อน แล้วจึงแสดงอาบัติตก ถ้าไม่รู้จักประมาณเก็บไว้จนเกินกําหนด แล้วยังอยากได้อีกต่อไป นี่เรียกว่าเป็นผู้มักมาก ผิดความมุ่งหมายของพระพุทธเจ้า ให้เป็นผู้มัก น้อยสันโดษ สันโดษมักน้อย สันตุฏฐี ปะระมัง ธะนัง มันจึงจะเป็นผู้ สมบูรณ์ทุกอย่าง นี่ข้อสําคัญ จําไว้

Cquote2.svg

ข้อที่ ๔ [26]
  สิกขาบทที่ ๒๓

 
Cquote1.svg

ภิกษุใช้ให้นางภิกษุณี ซึ่งไม่ใช่ญาติซักก็ดี ย้อมก็ดี ทุบก็ดี ซึ่งจีวร เก่าที่เปรอะเปื้อนสกปรกอยู่นั้น เมื่อเขาซักทุบย้อมก็ดี ได้มาแล้วผ้านั้น เป็นนิสสัคคีย์ พระเป็นปาจิตตีย์นะ ครั้งพุทธกาลโน้น มีภิกษุหนุ่มองค์หนึ่ง นอนกลางวันฝันไปน้ำสุก กะมันเคลื่อนออกมาเปรอะเปื้อนผ้าสบงนั้น ไปใช้ให้นางภิกษุณีองค์หนึ่ง ยังเป็นสาวอยู่นะ แต่ไม่ใช่ญาติเอาไปซักให้ นางภิกษุณีนั้นเห็นน้ำสุกกะก็ เกิดกระสันขึ้นดูดกินนะ แล้วก็พันผ้าทําให้เหมือนองคชาติยัดเข้าของลับ นั่นแหละ ราคะเกิดขึ้น กายสัมผัสเกิดขึ้น ดวงวิญญาณของสัตวแก็เข้าถือ ปฏิสนธิในครรภ์นั้น นานวันครรภ์นั้นก็ใหญ่ขึ้น เมื่อสงฆ์ซักไซ้ไต่ถาม ภิกษุณีนั้นก็ว่า “โอ๋...มีอยู่ครั้งหนึ่งภิกษุ ก. เอาผ้าสบงที่เปรอะเปื้อนด้วยน้ำ สุกกะเคลื่อนใหม่ๆ มาให้ข้าพเจ้าไปซักฟอก เห็นน้ำสุกกะเต็มอยู่ข้าพเจ้า ก็กระสันเลยดูดกิน แล้วก็จับผ้าสบงนั้นพันเข้าเป็นเหมือนองคชาติยัดเข้า ของลับนั่นแล้วเด้งเด้า น้ำสุกกะสัมพันธ์กันเข้า ตั้งแต่นั้นมารู้สึกว่าสภาพ เปลี่ยนไป ระดูไม่มา ครรภ์ก็ใหญ่ขึ้น” เมื่อประชุมสงฆ์แล้วพระพุทธเจ้าก็ปรับโทษและตั้งสิกขาบทขึ้น ต่อไปนี้อย่าทํานะ ถ้าไม่ใช่ญาติ ปวารณาก็ไม่เอา ญาติทางพี่ทางน้องไม่ เป็นไร เพราะขาดความกําหนัด นั่นแหละใช้ได้ แต่เราทั้งหลายอย่าเพิ่งทํานะ สมัยนี้มีแม่ขาวนางชี และโยม อุปัฏฐากก็ดี อย่าเพิ่งใช้ ใช้แล้วผิดทั้งนั้น ใช้ให้ทุบ ให้ย้อม ให้ซักฟอก ของเก่านั้น ทั้งจีวร สบง สังฆาฏิ ผิดทั้งนั้น สมัยก่อนโน้น อาจารย์องค์หนึ่ง อยู่บ้านดงนาซก อําเภอนาแก อยู่กับแม่ขาวนางชี พระเณรจะไปอยู่ด้วยก็ไม่ให้อยู่ ไล่หนีเลย บาตรก็ให้ แม่ขาวนางชีล้างให้ เช็ดให้ แล้วก็ซักผ้าย้อมผ้าต้มแก่นขนุน แม่ขาวนางชี ก็ทําให้ ต่อมาก็ไปไหนมาไหนด้วยกัน เดินด้วยกัน ค่ำมืดแล้วก็ดี สงฆ์ กลุ่มใหญ่สมัยนั้น ก็มี ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ วัดโพธิสมภรณ์ จังหวัด อุดรธานี เป็นประธานเรียกประชุมสงฆ์ซักไซ้ไต่ถามก็ไม่ยอมรับผล สุดท้าย หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ก็ว่า “ท่าน...ท่านจะฆ่าพ่อ หรือจะไม่ฆ่า ถ้าจะฆ่าพ่อก็ฆ่าไป ถ้าไม่ฆ่า พ่อก็ยอมตัวเสีย” ก็เลยยอมนั้นแหละ สงฆ์ก็ปรับโทษปาจิตตีย์ ผ้านั้นเป็นนิสสัคคีย์ พระเป็นปาจิตตีย์ นั่นแหละทําอับอายขายหน้า แต่ผลสุดท้ายเมื่อเรื่อง เงียบไปแล้ว ก็ทําเหมือนอย่างเดิมนั่นแหละ นี่เป็นที่รังเกียจของสงฆ์ ทั้งหลาย เป็นที่ไม่ไว้ใจของสงฆ์ทั้งหลาย อันนี้อย่าเพิ่งทํา ถ้าทําแล้วก็ผิด นั่นแหละ เมื่อสัมพันธมิตรชินเคยกันหนักเข้า ตัวพระก็มีกามอยู่นะแม่ ขาวนางชีก็มีกามอยู่ เดี๋ยวจะสัมพันธ์กันหนักเข้า นัดหมายอย่างโน้น อย่างนี้ก็เลยสามารถเสพกามกันได้ มันมีตัวอย่างมามากในพระไตรปิฎก ในศาสนาพระพุทธเจ้าของเรานี้ก็มี ในศาสนาพระพุทธเจ้าองค์ก่อนโน้นก็ มี นั่นแหละ เป็นเหตุให้เสีย ฉะนั้น วัดเราจึงไม่ให้มีแม่ขาวนางชี มีแต่พระเณรล้วนๆ ซักผ้า ย้อมผ้าก็ดี ทํากันเองปลอดภัยดีมาก สงฆ์ไว้ใจ ถ้าเราทําไม่ดีไว้ กุลบุตร ลูกหลานเกิดมาสุดท้ายภายหลังเขาไม่รู้ระเบียบแบบแผนธรรมวินัย ก็จะ เอาเป็นตัวอย่างได้ แล้วก็เป็นเหตุให้ห้ามมรรคห้ามผลห้ามนิพพานของ ลูกหลานผู้มาสุดท้ายภายหลังได้ เราก็เสีย เหมือนคนตาบอดจูงคนตา บอดก็หลงทางทั้งนั้น ผลสุดท้ายก็ได้กินง้วนผึ้งเท่านั้นแล มีนิทานเรื่องหนึ่ง มีพราหมณ์คนหนึ่งตาบอดเดินทางไประหว่าง กลางดงนั้น มีพราหมณ์อีกคนหนึ่งกําลังถากไม้อยู่ ถากไม้จะเอาไปทําเสา บ้าน ถากเสียงดัง โป๊งตึ้งๆ...ๆ พราหมณ์ตาบอดก็คิดว่าอันนี้อาจจะแม่น เขาบักผึ้งโกนนะ ผึ้งโพรงไม้ ก็เลยแวะเข้าไปถามดู “ทําอะไรวะเพื่อน บักผึ้งโพรงไม้บ่?” “บ่!...ถากเสาดอก” “โอ๋...เพื่อนอย่าเพิ่งพูดอย่างนั้น ธรรมดาว่าพราหมณ์ผู้หิวโหยมา แต่ไกล พราหมณ์ผู้เป็นเจ้าของถิ่นมีอาหารดีก็แบ่งสันปันส่วนกันกินบ้าง ถ้ากินแต่คนเดียวมันไม่เจริญ เปรียบเหมือนเดินทางที่เต็มไปด้วยขวาก หนาม ไม่ดี ถ้ามีของดีแล้วแบ่งสันปันส่วนกันกินก็ดีมาก เปรียบเหมือน เดินทางไปในที่โล่งเตียนดีนะ มีร่มไม้ บ่อน้ำเย็นสบายดี” “เออ พูดดีมาก มาจะเอาให้” พราหมณ์นั้นก็เลยขุดดินเป็นม่องๆ เอาใบตองกรุรองลงไป แก้ผ้า ออก เอาง้วนผึ้งใหญ่ออกเลย ง้วนผึ้งใหญ่คืออะไร รู้ไหม อุจจาระนั่น แหละ แล้วก็ห่อเอามาให้พราหมณ์ตาบอด “เพื่อน ผึ้งนี่มันอยู่โพรงไม้หลายปีนะ มันเอาเกสรดอกไม้หลาย อย่าง ดอกอุตพิดบ้าง ดอกหมาเหลียวบ้าง ดอกกลอยบ้าง หลายอย่าง มาผสมกันเข้า มันก็มีกลิ่นแก่สักหน่อย เหม็นบ้าง แต่เป็นยานะ” “ไม่เป็นไร เอามา” พราหมณ์ก็เอาใส่มือให้ พราหมณ์ตาบอดก็แก้ห่อข้าวออกมาจิ้ม กินเลยนะ “โอ้...มันออกขมสักหน่อยเพื่อน กลิ่นมันก็แก่สักหน่อยเพื่อน” “เออ...ก็บอกแล้วว่ามันสะสมมาหลายปี แต่เป็นยาดีนะ เอาไป เถอะเพื่อน” ก็เลยกินจนหมด นั่นแหละ นี่บุคคลาธิษฐานนะ ทีนี้ธรรมาธิษฐาน พราหมณ์ผู้ตาบอดได้แก่ภิกษุสามเณรผู้ไม่ยอมศึกษา หรือรู้แล้วไม่ยอม ประพฤติตามนั่นแหละ ส่วนพราหมณ์ผู้ถากต้นไม้ได้แก่นักปราชญ์ผู้ป่าว ร้องให้ละชั่วประพฤติดีทําจิตให้ผ่องใสนะเพื่อน เอาพุทโธ ธัมโม สังโฆ เป็นที่พึ่งนะ ก็ไม้ยอมประพฤติปฏิบัติตาม อยากประพฤติปฏิบัติอย่างไรก็ ทําไป ถือตนเป็นใหญ่ไม่ยอมประกอบศีลธรรมอันดีงามตามคําสอน นักปราชญ์ผู้ดีทั้งหลาย ผลสุดท้ายก็มีแต่บาปเกิดขึ้น สุดท้ายก็ได้กินแต่ ง้วนผึ้งเท่านั้นแล

Cquote2.svg

ข้อที่ ๕ [27]
  สิกขาบทที่ ๒๔

 
Cquote1.svg

ภิกษุรับจีวรแต่มือนางภิกษุณีที่ไม่ใช่ญาติ ผ้านั้นเป็นนิสสัคคีย์ พระเป็นปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่แลกเปลี่ยนกัน แลกเปลี่ยนกันได้ไม่เป็นไรแต่

ถึงกระนั้นก็ดีนานเข้าก็อาจจะกลายเป็นของฝากนะ มันมีมาแล้วในพระ วินัยปิฎก แลกเปลี่ยนกันนานเข้าก็มีจดหมายน้อยแนบไป ขอแลกเปลี่ยน ทางกายได้ไหม นั่นแหละ พระก็หนุ่ม ภิกษุณีก็สาว ผลสุดท้ายก็เลย แลกเปลี่ยนทางกายเข้าอีก ก็เลยเสีย ไม่ทําเสียดีกว่า ทําไปแล้วก็เป็นเหตุ ให้เสีย เป็นเรื่องเศร้าหมอง ไม่ดี มันเสียมามากนะข้อนี้ ผมเห็นมาแล้ว สมัยปี ๒๔๙๖ ที่อําเภอสว่างแดนดิน บางวัดมีแม่ ขาวนางชีเป็นผู้เย็บจักร พระเณรเป็นผู้จับผ้ารอบเลย สนุกสนานสนั่น หวั่นไหว หามไม้ก็หามคนละทางนะ แม่ชีเอาทางหนึ่ง พระเณรเอาทาง หนึ่งนะ หามไปล้อมรั้ว หรือดายหญ้าป่ากล้วยก็ไปรวมกันอยู่นั่น ไม่นาน ก็ท้องขึ้นซะแล้ว มันเป็นอย่างนั้นนะ ฉะนั้น ข้อนี้จงงดเว้น หนีให้ไกลนั่น แหละดีมาก อย่าไปสมสู่อยู่ด้วยนะ ฉะนั้นผมเองเห็นมาแล้ว ผ่านมาแล้ว ผมจึงไม่ให้มีแม่ขาวนางชี ถ้ามีแล้วเป็นภัยนะ มันไม่ดังเหมือนเสียงปืนใช่ไหมเล่า จะได้รู้ตัว แต่นี่ เงียบเฉย ที่มืดก็เงียบ ที่แจ้งก็เงียบ นั่นแหละ มันหนักแน่นนะ ข้อนี้ระวัง ให้ดี นี่ข้อสําคัญ จําไว้

Cquote2.svg

ข้อที่ ๖ [28]
  สิกขาบทที่ ๒๕

 
Cquote1.svg

ภิกษุขอจีวรต่อคฤหัสถ์ซึ่งไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่ปวารณาได้มา จีวรนั้น เป็นนิสสัคคีย์ พระเป็นปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่เหตุสมัยจําเป็นคือ ผ้าจีวร ฉิบหายเสีย ๑ โจรลักไปเสีย ๑ ไฟไหม้ ๑ ตกน้ำไปเสีย ๑ แล้วแต่มันจะเสียหาย นั่นแหละ ขอเขาได้ไม่เป็นไร เพราะจําเป็น แต่ขอเขาก็ให้รู้จัก ประมาณ อย่าเพิ่งล่วงเกินมากไป ขอเฉพาะที่มันหายไปเท่านั้น ทีนี้ถ้าโจรลักไปนะ ปล้นจี้ลักเอาไปได้แล้ว เราเห็นก็เตรียมตัวไป ปล้นกลับคืนมานะ เมื่อเอาคืนมาได้ อันนี้เป็นโทษปาราชิกนะ ผมศึกษา มากับครูบาอาจารย์ รุ่นก่อนสมัยโบราณ ท่านก็ว่าอาจจะเป็น ปาราชิก สิกขาบทที่ ๒ เพราะของนั้นเป็นของโจรไปแล้ว มีเจ้าของแล้วเราจะแสดง ความขี้โลภไม่ได้ ต้องละวางเลยปล่อยไปเลย เป็นของเขาแล้ว อย่าไปแย่ง ชิงเอาคืนมา หรือให้คนอื่นผู้มีอํานาจไปแย่งชิงมาก็ดีนั่นแหละจะเป็นโทษ เราต้องปล่อยเลย หาเอาใหม่เสียดีกว่า มันจึงจะบริสุทธิ์ผ่องใส อันนี้ข้อ สําคัญ เว้นไว้แต่โยมเขาไปตามเอามาคืนให้ หรือเจ้าหน้าที่เขาไปจับตัว เอาของมาคืนให้เราเอง อันนี้ใช้ได้ ไม่เป็นไร ไม่ปรับโทษเพราะเราไม่ได้ บอก เป็นเรื่องของเขาเองนะ นี่ข้อสําคัญ จําไว้ให้ดี

Cquote2.svg

ข้อที่ ๗ [29]
  สิกขาบทที่ ๒๖

 
Cquote1.svg

สมัยเช่นนั้นจะขอเขาได้แต่ผ้านุ่งผ้าห่มเท่านั้น ผ้านุ่งคือผ้าสบงผ้าห่ม คือผ้าจีวรหรือสังฆาฏิเท่านั้น ถ้าจะขอให้เกินไปกว่านั้นปรับอาบัติ ผ้า ที่ได้มานั้นเป็นนิสสัคคีย์ พระเป็นปาจิตตีย์ ที่พระพุทธเจ้าห้ามไว้นั้น เพราะภิกษุจะขี้โลภ ขอได้ขอเอาเป็นเหตุให้ศรัทธาไทยตกไป เป็นการ นิสสัคคิยปาจิตตีย์ เบียดเบียนเขามากไป ไม่รู้จักประมาณ ทําให้เขาอิดหนาระอาใจพระองค์ เจ้าให้ตั้งอยู่ในหลัก สันตุฏฐี ปะระมัง ธะนัง เป็นผู้มักน้อยสันโดษ สันโดษมักน้อยตามได้ตามมีนั่นแหละดีมาก มันจึงจะเหมาะสมกับเพศ สมณะชีพราหมณ์ผู้หวังที่จะกลั่นกรองกิเลสออกจากดวงจิตได้ ถ้าไม่รู้จัก ประมาณก็เป็นโทษโดยไม่รู้ตัว และเป็นการสะสมซึ่งกองกิเลส ลักษณะตัดสินธรรมวินัย ๘ ประการนั้น ข้อที่ ๓ กล่าวว่า ภิกษุ สะสมซึ่งกองกิเลสคือสิ่งที่เป็นวัตถุกามนั่นแหละ ข้าวของเงินทองได้มา เท่าไหร่ก็ไม่พอ สะสมแสวงหาโดยไม่ใช่ธรรมไม่ใช่วินัย นั่นแหละได้ชื่อว่า สะสมซึ่งกองกิเลส แล้วก็เป็นโทษโดยไม่รู้ตัว นี่แหละจําไว้ ขอได้แต่ เฉพาะผ้านุ่งผ้าห่มเท่านั้น เพราะกลัวว่าภิกษุลามกจะขอเกินขอบเขต ไม่รู้จักประมาณ เป็นที่รังเกียจของนักปราชญ์ผู้ดีทั้งหลาย อย่าเพิ่งล่วงเกิน อย่าเพิ่งประมาท ไม่ดี เป็นโทษ ปรับอาบัติปาจิตตีย์นั่นแหละ อวหาร สิกขาบทนี้ ปัจจัย ๔ ได้แก่อะไรบ้าง ปัจจัย ๔ คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ ยาแก้ไข้นี้แหละ ภิกษุจะไปขอเขาซึ่งไม่ใช่ญาติไม่ใช่ ปวารณานะ ออกปากว่าจะไปสร้างกุฏิ วิหาร โบสถ์ ศาลา อาวาสต่างๆ นานา มันขาดตกบกพร่องนะโยม ขอให้ช่วยเหลือ โยมเขาไม่รู้ธรรมวินัย บทบาทนี้ เขาก็เลยให้ เพราะเห็นว่าเป็นบุญ สุดท้ายเมื่อมาสร้างกุฏิ วิหาร โบสถ์ ศาลาการเปรียญต่างๆ เสร็จแล้วของเหล่านั้นเป็นนิสสัคคีย์ หมดเสียสิ้น พระก็เป็นปาจิตตีย์นะ จะไปเจริญสมณธรรมในสถานที่ เหล่านั้นก็ไม่เจริญ ไม่เป็นไป เพราะกุฏิ วิหาร โบสถ์ ศาลาเหล่านั้น วิบัติ แล้วด้วยศีลสิกขาบทข้อนี้ นั่นแหละอย่าเพิ่งทํา อย่าเพิ่งล่วงเกิน อย่าเพิ่ง ประมาท ตั้งใจรักษาไว้ให้ดี จึงจะเป็นสมณะที่ดี และเราหวังมรรคผล ธรรมวิเศษก็จะเกิดขึ้น ศีล สมาธิ ปัญญา เป็น นิยยานิกธรรม นําออก จากทุกข์โทษภัยน้อยใหญ่ได้แท้จริง นั่นแหละ จําไว้

Cquote2.svg

ข้อที่ ๘ [30]
  สิกขาบทที่ ๒๗

 
Cquote1.svg

ภิกษุ ถ้ามีคฤหัสถ์ที่ไม่ใช่ญาติไม่ใช่ปวารณานะ เขามีศรัทธา เกิดขึ้น เขาจะถวายจีวรแก่ภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุทราบข่าวแล้วไป กําหนดให้เขาถวายจีวรซึ่งมีราคาแพงกว่าเดิมที่เขากําหนดไว้ นั่นแหละ เป็นการเบียดเบียนศรัทธาเขานะ แสดงความขี้โลภ ไม่ตั้งตนอยู่ใน สันตุฏฐีธรรมนะ แล้วก็เป็นเหตุให้เศร้าหมองตัดกิเลสไม่ขาด นี่แหละ เมื่อได้มาแล้วจีวรนั้นเป็นนิสสัคคีย์ พระเป็นปาจิตตีย์นะ อย่าเพิ่งทํานะ จงเป็นผู้มี สันตุฏฐีธรรม มักน้อยสันโดษ สันโดษ มักน้อย ตามได้ตามมี เขานํามาถวายอย่างไรน้อยหรือมาก ก็จงบริโภค เพียงแค่นั้นนั่นแหละ จงเป็นผู้มักมากในการรักษาศีล เจริญเมตตาภาวนา ให้บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว คงที่ก้าวหน้า อันนี้แหละจะเป็นที่มาแห่งโภคทรัพย์ ลาภยศสรรเสริญสุขน้อยใหญ่ เป็นเครื่องหนุนส่ง ไม่อดไม่อยาก ไม่ยาก ไม่จนแน่นอนนะ เท่าที่ผมอยู่กับครูบาอาจารย์รุ่นใหญ่มานั้น แหมเป็นที่ อัศจรรย์ใจนะเจ้า ปัจจัย ๔ หลั่งไหลมาจากทิศทั้ง ๔ นะ หลวงปู่ขาว สอนผมว่า

“จันทา...อย่าเพิ่งตะเกียกตะกายขวนขวายหาทรัพย์ภายนอกนะ จงตะเกียกตะกายขวนขวายหาทรัพย์ภายใน ทําตนให้เป็นคนดีเสียก่อน เมื่อดีแล้ว ปัจจัย ๔ ถึงแม้ไม่อยากได้ มันก็หลั่งไหลมาเองนะ” นี่แหละ ข้อสําคัญ จําไว้

Cquote2.svg

ข้อที่ ๙
  สิกขาบทที่ ๒๘

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๑๐
  สิกขาบทที่ ๒๙

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๑๑
  สิกขาบทที่ ๓๐ (โกสิยวรรค)

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๑๒
  สิกขาบทที่ ๓๑

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๑๓
  สิกขาบทที่ ๓๒

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๑๔
  สิกขาบทที่ ๓๓

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๑๕
  สิกขาบทที่ ๓๔

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๑๖
  สิกขาบทที่ ๓๕

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๑๗
  สิกขาบทที่ ๓๖

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๑๘
  สิกขาบทที่ ๓๗

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๑๙
  สิกขาบทที่ ๓๘

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๒๐
  สิกขาบทที่ ๓๙

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๒๑
  สิกขาบทที่ ๔๐ (ปัตตวรรค)

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๒๒
  สิกขาบทที่ ๔๑

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๒๓
  สิกขาบทที่ ๔๒

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๒๔
  สิกขาบทที่ ๔๓

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๒๕
  สิกขาบทที่ ๔๔

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๒๖
  สิกขาบทที่ ๔๕

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๒๗
  สิกขาบทที่ ๔๖

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๒๘
  สิกขาบทที่ ๔๗

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๒๙
  สิกขาบทที่ ๔๘

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๓๐
  สิกขาบทที่ ๔๙

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ปาจิตตีย์ ๙๒ สิกขาบท
ข้อที่ ๑
  สิกขาบทที่ ๕๐ (มุสาวาทวรรค)

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๒
  สิกขาบทที่ ๕๑

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๓
  สิกขาบทที่ ๕๒

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๔
  สิกขาบทที่ ๕๓

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๕
  สิกขาบทที่ ๕๔

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๖
  สิกขาบทที่ ๕๕

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๗
  สิกขาบทที่ ๕๖

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๘
  สิกขาบทที่ ๕๗

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๙
  สิกขาบทที่ ๕๘

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๑๐
  สิกขาบทที่ ๕๙

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๑๑
  สิกขาบทที่ ๖๐ (ภูตคามวรรค)

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๑๒
  สิกขาบทที่ ๖๑

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๑๓
  สิกขาบทที่ ๖๒

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๑๔
  สิกขาบทที่ ๖๓

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๑๕
  สิกขาบทที่ ๖๔

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๑๖
  สิกขาบทที่ ๖๕

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๑๗
  สิกขาบทที่ ๖๖

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๑๘
  สิกขาบทที่ ๖๗

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๑๙
  สิกขาบทที่ ๖๘

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๒๐
  สิกขาบทที่ ๖๙

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๒๑
  สิกขาบทที่ ๗๐ (โอวาทวรรค)

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๒๒
  สิกขาบทที่ ๗๑

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๒๓
  สิกขาบทที่ ๗๒

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๒๔
  สิกขาบทที่ ๗๓

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๒๕
  สิกขาบทที่ ๗๔

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๒๖
  สิกขาบทที่ ๗๔

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๒๗
  สิกขาบทที่ ๗๖

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๒๘
  สิกขาบทที่ ๗๗

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๒๙
  สิกขาบทที่ ๗๘

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๓๐
  สิกขาบทที่ ๗๙

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๓๑
  สิกขาบทที่ ๘๐ (โภชนวรรค)

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๓๒
  สิกขาบทที่ ๘๑

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๓๓
  สิกขาบทที่ ๘๒

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๓๔
  สิกขาบทที่ ๘๓

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๓๕
  สิกขาบทที่ ๘๔

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๓๖
  สิกขาบทที่ ๘๕

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๓๗
  สิกขาบทที่ ๘๖

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๓๘
  สิกขาบทที่ ๘๗

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๓๙
  สิกขาบทที่ ๘๘

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๔๐
  สิกขาบทที่ ๘๙

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๔๑
  สิกขาบทที่ ๙๐ (อเจลกวรรค)

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๔๒
  สิกขาบทที่ ๙๑

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๔๓
  สิกขาบทที่ ๙๒

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๔๔
  สิกขาบทที่ ๙๓

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๔๕
  สิกขาบทที่ ๙๔

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๔๖
  สิกขาบทที่ ๙๕

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๔๗
  สิกขาบทที่ ๙๖

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๔๘
  สิกขาบทที่ ๙๗

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๔๙
  สิกขาบทที่ ๙๘

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๕๐
  สิกขาบทที่ ๙๙

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๕๑
  สิกขาบทที่ ๑๐๐ (สุราปานวรรค)

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๕๒
  สิกขาบทที่ ๑๐๑

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๕๓
  สิกขาบทที่ ๑๐๒

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๕๔
  สิกขาบทที่ ๑๐๓

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๕๕
  สิกขาบทที่ ๑๐๔

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๕๖
  สิกขาบทที่ ๑๐๕

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๕๗
  สิกขาบทที่ ๑๐๖

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๕๘
  สิกขาบทที่ ๑๐๗

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๕๙
  สิกขาบทที่ ๑๐๘

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๖๐
  สิกขาบทที่ ๑๐๙

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๖๑
  สิกขาบทที่ ๑๑๐ (สัปปาณวรรค)

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๖๒
  สิกขาบทที่ ๑๑๑

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๖๓
  สิกขาบทที่ ๑๑๒

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๖๔
  สิกขาบทที่ ๑๑๓

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๖๕
  สิกขาบทที่ ๑๑๔

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๖๖
  สิกขาบทที่ ๑๑๕

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๖๗
  สิกขาบทที่ ๑๑๖

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๖๘
  สิกขาบทที่ ๑๑๗

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๖๙
  สิกขาบทที่ ๑๑๘

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๗๐
  สิกขาบทที่ ๑๑๙

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๗๑
  สิกขาบทที่ ๑๒๐ (สหธรรมิกวรรค)

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๗๒
  สิกขาบทที่ ๑๒๑

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๗๓
  สิกขาบทที่ ๑๒๒

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๗๔
  สิกขาบทที่ ๑๒๓

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๗๕
  สิกขาบทที่ ๑๒๔

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๗๖
  สิกขาบทที่ ๑๒๕

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๗๗
  สิกขาบทที่ ๑๒๖

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๗๘
  สิกขาบทที่ ๑๒๗

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๗๙
  สิกขาบทที่ ๑๒๘

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๘๐
  สิกขาบทที่ ๑๒๙

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๘๑
  สิกขาบทที่ ๑๓๐ (รัตนวรรค)

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๘๒
  สิกขาบทที่ ๑๓๑

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๘๓
  สิกขาบทที่ ๑๓๒

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๘๔
  สิกขาบทที่ ๑๓๓

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๘๕
  สิกขาบทที่ ๑๓๔

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๘๖
  สิกขาบทที่ ๑๓๕

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๘๗
  สิกขาบทที่ ๑๓๖

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๘๘
  สิกขาบทที่ ๑๓๗

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๘๙
  สิกขาบทที่ ๑๓๘

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๙๐
  สิกขาบทที่ ๑๓๙

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๙๑
  สิกขาบทที่ ๑๔๐

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๙๒
  สิกขาบทที่ ๑๔๑

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ปาฏิเทสนียะ ๔ สิกขาบท
ข้อที่ ๑
  สิกขาบทที่ ๑๔๒

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๒
  สิกขาบทที่ ๑๔๓

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๓
  สิกขาบทที่ ๑๔๔

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๔
  สิกขาบทที่ ๑๔๕

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

เสขิยวัตร ๗๕ สิกขาบท
ข้อที่ ๑
  สิกขาบทที่ ๑๔๖ (สารูป)

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๒
  สิกขาบทที่ ๑๔๗

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๓
  สิกขาบทที่ ๑๔๘

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๔
  สิกขาบทที่ ๑๔๙

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๕
  สิกขาบทที่ ๑๕๐

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๖
  สิกขาบทที่ ๑๕๑

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๗
  สิกขาบทที่ ๑๕๒

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๘
  สิกขาบทที่ ๑๕๓

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๙
  สิกขาบทที่ ๑๕๔

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๑๐
  สิกขาบทที่ ๑๕๕

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๑๑
  สิกขาบทที่ ๑๕๖

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๑๒
  สิกขาบทที่ ๑๕๗

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๑๓
  สิกขาบทที่ ๑๕๘

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๑๔
  สิกขาบทที่ ๑๕๙

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๑๕
  สิกขาบทที่ ๑๖๐

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๑๖
  สิกขาบทที่ ๑๖๑

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๑๗
  สิกขาบทที่ ๑๖๒

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๑๘
  สิกขาบทที่ ๑๖๓

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๑๙
  สิกขาบทที่ ๑๖๔

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๒๐
  สิกขาบทที่ ๑๖๕

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๒๑
  สิกขาบทที่ ๑๖๖

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๒๒
  สิกขาบทที่ ๑๖๗

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๒๓
  สิกขาบทที่ ๑๖๘

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๒๔
  สิกขาบทที่ ๑๖๙

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๒๕
  สิกขาบทที่ ๑๗๐

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๒๖
  สิกขาบทที่ ๑๗๑

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๒๗
  สิกขาบทที่ ๑๗๒ (โภชนปฏิสังยุต)

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๒๘
  สิกขาบทที่ ๑๗๓

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๒๙
  สิกขาบทที่ ๑๗๔

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๓๐
  สิกขาบทที่ ๑๗๕

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๓๑
  สิกขาบทที่ ๑๗๖

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๓๒
  สิกขาบทที่ ๑๗๗

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๓๓
  สิกขาบทที่ ๑๗๘

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๓๔
  สิกขาบทที่ ๑๗๙

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๓๕
  สิกขาบทที่ ๑๘๐

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๓๖
  สิกขาบทที่ ๑๘๑

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๓๗
  สิกขาบทที่ ๑๘๒

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๓๘
  สิกขาบทที่ ๑๘๓

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๓๙
  สิกขาบทที่ ๑๘๔

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๔๐
  สิกขาบทที่ ๑๘๔

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๔๑
  สิกขาบทที่ ๑๘๖

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๔๒
  สิกขาบทที่ ๑๘๗

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๔๓
  สิกขาบทที่ ๑๘๘

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๔๔
  สิกขาบทที่ ๑๘๙

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๔๕
  สิกขาบทที่ ๑๙๐

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๔๖
  สิกขาบทที่ ๑๙๑

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๔๗
  สิกขาบทที่ ๑๙๒

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๔๘
  สิกขาบทที่ ๑๙๓

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๔๙
  สิกขาบทที่ ๑๙๔

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๔๐
  สิกขาบทที่ ๑๙๕

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๕๑
  สิกขาบทที่ ๑๙๖

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๕๒
  สิกขาบทที่ ๑๙๗

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๕๓
  สิกขาบทที่ ๑๙๘

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๕๔
  สิกขาบทที่ ๑๙๙

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๕๕
  สิกขาบทที่ ๒๐๐

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๕๖
  สิกขาบทที่ ๒๐๑

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๕๗
  สิกขาบทที่ ๒๐๒ (ธัมมเทสนาปฏิสังยุต)

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๕๘
  สิกขาบทที่ ๒๐๓

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๕๙
  สิกขาบทที่ ๒๐๔

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๖๐
  สิกขาบทที่ ๒๐๕

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๖๑
  สิกขาบทที่ ๒๐๖

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๖๒
  สิกขาบทที่ ๒๐๗

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๖๓
  สิกขาบทที่ ๒๐๘

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๖๔
  สิกขาบทที่ ๒๐๙

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๖๕
  สิกขาบทที่ ๒๑๐

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๖๖
  สิกขาบทที่ ๒๑๑

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๖๗
  สิกขาบทที่ ๒๑๒

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๖๘
  สิกขาบทที่ ๒๑๓

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๖๙
  สิกขาบทที่ ๒๑๔

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๗๐
  สิกขาบทที่ ๒๑๕

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๗๑
  สิกขาบทที่ ๒๑๖

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๗๒
  สิกขาบทที่ ๒๑๗

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๗๓
  สิกขาบทที่ ๒๑๘ (ปกิณณกะ)

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๗๔
  สิกขาบทที่ ๒๑๙

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๗๕
  สิกขาบทที่ ๒๒๐

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

อธิกรณสมถะ ๗ สิกขาบท
ข้อที่ ๑ (สัมมุขาวินัย)
  สิกขาบทที่ ๒๒๑

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๒ (สติวินัย)
  สิกขาบทที่ ๒๒๒

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๓ (อมูฬหวินัย)
  สิกขาบทที่ ๒๒๓

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๔ (ปฏิญญาตกรณะ)
  สิกขาบทที่ ๒๒๔

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๕ (เยภุยยสิกา)
  สิกขาบทที่ ๒๒๕

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๖ (ตัสสปาปิยสิกา)
  สิกขาบทที่ ๒๒๖

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

ข้อที่ ๗ (ติณวัตถารกะ)
  สิกขาบทที่ ๒๒๗

 
Cquote1.svg


Cquote2.svg

**********************
**********************

หมายเหตุ[แก้ไข]

  1. ถ้อยคำในหนังสือถอดความจากเทปบันทึกเสียงพูดสด ที่ปรากฏกล่าวไว้ด้วยธรรมเทศนา ต่อมาได้ปรากฏมาเป็นหนังสือ ในชั้นที่เป็นหนังสือนั้นเห็นจะไม่ได้สามารถคัดมาได้ทั้งหมดจากที่เป็นบันทึกเสียง แต่เมื่ออ่านสอบทานแล้วก็นับว่ามีความใกล้เคียงมากที่สุด หากต้องการฉบับดั้งเดิมแท้จริง ขอจงหาฟังจากไฟล์บันทึกเสียง ซึ่งตามหน้าสื่อธรรมะในเว็บไซต์ต่างๆ ทั่วไปน่าจะยังคงมีอยู่
  2. หนังสือพิมพ์สำหรับแจกเป็นธรรมทาน รหัสหนังสือนั้น ว่าดังนี้ ISBN 978-616-406-246-7
  3. ในที่นี้ รวมถึงในหนังสืออาจจะไม่ได้คัดคำเทศน์มาทั้งหมดได้ แต่ได้คัดมาในส่วนที่ตรงกับหัวข้อ คือสิกขาบทนั้นๆ ซึ่งคำเทศน์เป็นคำอธิบายของสิกขาบท ตามข้อบท ในแต่ละบทนั้น ซึ่งว่าด้วยธรรมวินัย ๒๒๗ ข้อ
  4. ๑. โย ปน ภิกฺขุ ภิกฺขูนํ สิกฺขาสาชีวสมาปนฺโน สิกฺขํ อปฺปจฺจกฺขาย ทุพฺพลฺยํ อนาวิกตฺวา เมถุนํ ธมฺมํ ปฏิเสเวยฺย อนฺตมโส ติรจฺฉานคตายาปิ, ปาราชิโก โหติ อสํวาโส. (ภิกษุเสพเมถุน ต้องปาราชิก)
  5. ๒. โย ปน ภิกฺขุ คามา วา อรญฺญา วา อทินฺนํ เถยฺยสงฺขาตํ อาทิเยยฺย, ยถารูเป อทินฺนาทาเน ราชาโน โจรํ คเหตฺวา หเนยฺยุํ วา พนฺเธยฺยุ วา ปพฺพาเชยฺยํ วา " โจโรสิ พาโลสิ มูฬฺโหสิ เถโนสีติ; ตถารูปํ ภิกฺขุ อทินฺนํ อาทิยมาโน, อยมฺปํ ปาราชิโก โหติ อสํวาโส. (ภิกษุถือเอาของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้ราคา ๕ มาสก ต้องปาราชิก)
  6. ๓. โย ปน ภิกฺขุ สญฺจิจฺจ มนุสฺสวิคฺคหํ ชีวิตา โวโรเปยฺย, สตฺถหารกํ วาสฺส ปริเยเสยฺย, มรณวณฺณํ วา สํวณฺเณยฺย, มรณาย วา สมาทเปยฺย " อมฺโภ ปุริส กึ ตุยฺหิมินา ปาปเกน ทุชฺชีวิเตน, มตนฺเต ชีวิตา เสยฺโยติ; อิติ จิตฺตมโน จิตฺตสงฺกปฺโป อเนกปริยาเยน มรณวณฺณํ วา สํวณฺเณยฺย, มรณาย วา สมาทเปยฺย; อยมฺปิ ปาราชิโก โหติ อสํวาโส. (ภิกษุแกล้งฆ่ามนุษย์ให้ตาย ต้องปาราชิก)
  7. ๔. โย ปน ภิกฺขุ อนภิชานํ อุตฺตริมนุสฺสธมฺมํ อตฺตูปนายิกํ อลมริยญาณทสฺสนํ สมุทาจเรยฺย " อิติ ชานามิ อิติ ปสฺสามีติ; ตโต อปเรน สมเยน สมนุคฺคาหิยมาโน วา อสมนุคฺคาหิยมาโน วา อาปนฺโน วิสุทฺธาเปกฺโข เอวํ วเทยฺย " อชานเมวํ อาวุโส อวจํ 'ชานามิ' อปสฺสํ 'ปสฺสามิ' ตุจฺฉํ มุสา วิลปินฺติ, อญฺญตฺร อธิมานา; อยมฺปิ ปาราชิโก โหติ อสํวาโส. (ภิกษุอวดอุตตริมนุสสธรรมที่ไม่มีในตน ต้องปาราชิก)
  8. ๑. สญฺเจตนิกา สุกฺกวิสฏฺฐิ, อญฺญตฺร สุปินนฺตา สงฺฆาทิเสโส. (ภิกษุแกล้งทําน้ำอสุจิให้เคลื่อน ต้องสังฆาทิเสส เว้นไว้แต่ฝัน)
  9. ๒. โย ปน ภิกฺขุ โอติณฺโณ วิปริณเตน จิตฺเตน มาตุคาเมน สทฺธึ กายสํสคฺคํ สมาปชฺเชยฺย, หตฺถคาหํ วา เวณิคาหํ วา อญฺญตรสฺส วา อญฺญตรสฺส วา องฺคสฺส ปรามสนํ, สงฺฆาทิเสโส. (ภิกษุมีความกําหนัดจับต้องกายหญิง ต้องสังฆาทิเสส)
  10. ๓. โย ปน ภิกฺขุ โอติณฺโณ วิปริณเตน จิตฺเตน มาตุคามํ ทุฏฐุลฺลาหิ วาจาหิ โอภาเสยฺย, ยถาตํ ยุวา ยุวติ เมถุนูปสณฺหิตาหิ; สงฺฆาทิเสโส. (ภิกษุมีความกําหนัดอยู่พูดเกี้ยวหญิง ต้องสังฆาทิเสส)
  11. ๔. โย ปน ภิกฺขุ โอติณฺโณ วิปริณเตน จิตฺเตน มาตุคามสฺส สนฺติเก อตฺตกามปาริจริยาย วณฺณํ ภาเสยฺย " เอตทคฺคํ ภคินิ ปาริจริยานํ, ยา มาทิสํ สีลวนฺตํ กลฺยาณธมฺมํ พฺรหฺมจารึ เอเตน ธมฺเมน ปริจเรยฺยาติ เมถุนูปสญฺหิเตน, สงฺฆาทิเสโส. (ภิกษุมีความกําหนัดอยู่พูดล่อหญิงให้บําเรอตนด้วยกามต้องสังฆาทิเสส)
  12. ๕. โย ปน ภิกฺขุ สญฺจริตฺตํ สมาปชฺเชยฺย อิตฺถิยา วา ปุริสมตึ ปุริสสฺส วา อิตฺถีมตึ ชายตฺตเน วา ชารตฺตเน วา อนฺตมโส ตํ ขณิกายปิ, สงฺฆาทิเสโส. (ภิกษุพูดชักสื่อให้ชายหญิงเป็นผัวเมียกัน ต้องสังฆาทิเสส)
  13. ๖. สญฺญาจิกาย ปน ภิกฺขุนา กุฏึ การยมาเนน อสฺสามิกํ อตฺตุทฺเทสํ ปมาณิกา กาเรตพฺพา; ตตฺริทํ ปมาณํ: ทีฆโส ทฺวาทส วิทตฺถิโย สุคตวิทตฺถิยา, ติริยํ สตฺตนฺตรา. ภิกฺขู อภิเนตพฺพา วตฺถุเทสนาย เสตพฺพํ อนารมฺภํ  เตหิ ภิกฺขูหิ วตฺถุํ เทเสตพฺพํ อนารมฺภํ สปริกฺกมนํ. สารมฺเภ เจ ภิกฺขุ วตฺถุสฺมึ อปริกฺกมเน สญฺญจิกาย กุฎี กาเรยฺย, ภิกฺขู วา อนภิเนยฺย วตฺถุเทสนาย, ปมณํ วา อติกฺกาเมยฺย, สงฺฆาทิเสโส. (ภิกษุสร้างกุฏิที่ต้องก่อและโบกด้วยปูนหรือดินซึ่งไม่มีใครเป็น เจ้าของจําเพาะเป็นที่อยู่ของตนต้องทําให้ได้ประมาณ โดยยาว เพียง ๑๒ คืบพระสุคต โดยกว้างเพียง ๗ คืบ วัดในร่วมใน และต้องให้สงฆ์แสดงที่ให้ก่อน ถ้าไม่ให้สงฆ์แสดงที่ให้ก็ดี ทําให้เกินประมาณก็ดี ต้องสังฆาทิเสส)
  14. ๗. มหลฺลกมฺปน ภิกฺขุนา วิหารํ การยมาเนน สสฺสามิกํ อตฺตุทฺเทสํ ภิกฺขู อภิเนตพฺพา วตฺถุเทสนาย; เตหิ ภิกฺขูหิ วตฺถุํ เทเสตพฺพํ อนารมฺภํ สปริกฺกมนํ. สารมฺเภ เจ ภิกฺขุ วตฺถุสฺมึ อปริกฺกมเน มหลฺลกํ วิหารํ กาเรยฺย, ภิกฺขู วา อนภิเนยฺย วตฦถุเทสนาย, สงฺฆาทิเสโส. (ถ้าที่อยู่ซึ่งจะสร้างขึ้นนั้น มีทายกเป็นเจ้าของ ทําให้เกินประมาณนั้นได้ แต่ต้องให้สงฆ์แสดงที่ให้ก่อน ถ้าไม่ให้สงฆ์แสดงที่ให้ก่อน ต้องสังฆาทิเสส)
  15. ๘. โย ปน ภิกฺขุ ภิกฺขุํ ทุฏฺโฐโทโส อปฺปตีโต อมูลเกน ปาราชิเกน ธมฺเมน อนุทฺธํเสยฺย อปฺเปว นาม นํ อิมมฺหา พฺรหฺมจริยา จาเวยฺยนฺติ. ตโตอปเรน สมเยน สมนุคฺคาหิยมาโน วา อสมนุคฺคาหิยมาโน วา, อมูลกญฺเจวตํ อธิกรณํ โหติ, ภิกฺขุ จ โทสํ ปติฎฺฐาติ, สงฺฆาทิเสโส. (ภิกษุโกรธเคือง แกล้งโจทก์ภิกษุอื่นด้วยอาบัติปาราชิกไม่มีมูลต้องสังฆาทิเสส)
  16. ๙. โย ปน ภิกฺขุ ภิกฺขุํ ทุฏฺโฐ โทโส อปฺปตีโต อญฺญภาคิยสฺส อธิกรณสฺส กิญฺจิ เทสํ เลสมตฺตํ อุปาทาย ปาราชิเกน ธมฺเมน อนุทฺธํเสยฺย "อปฺเปว นาม นํ อิมมฺหา พฺรหฺมจริยา จาเวยฺยนฺติ. ตโต อปเรน สมเยน สมนุคฺคาหิยมาโน วา อสมนุคฺคาหิยมาโน วา, อญฺญภาคิยญฺเจว ตํ อธิกรณํ โหติ, โกจิเทโส เลสมตฺโต อุปาทินฺโน ภิกฺขุ จ โทสํ ปติฏฺฐาติ, สงฺฆาทิเสโส. (ภิกษุโกรธเคือง แกล้งหาเลสโจทก์ภิกษุอื่นด้วยอาบัติปาราชิกต้องสังฆาทิเสส)
  17. ๑๐. โย ปน ภิกฺขุ สมคฺคสฺส สงฺฆสฺส เภทาย ปรกฺกเมยฺย เภทนสํวตฺตนิกํ วา อธิกรณํ สมาทาย ปคฺคยฺห ติฏฺเฐยฺย. โส ภิกฺขุ ภิกฺขูหิ เอวมสฺส วจนีโย "มา อายสฺมา สมคฺคสฺส สงฺฆสฺส เภทาย ปรกฺกมิ, เภท นสํวตฺตนิกํ วา อธิกรณํ สมาทาย ปคฺคยฺห อฏฺฐาสิ ; สเมตายสฺมา สงฺเฆน, สมคฺโค หิ สงฺโฆ สมฺโมทมาโน อวิวทมาโน เอกุทฺเทโส ผาสุ วิหรตีติ.  เอวญฺจ โส ภิกฺขุ ภิกฺขูหิ วุจฺจมาโน ตเถว ปคฺคณฺเหยฺย, โส ภิกฺขุ ภิกฺขูหิ ยาวตติยํ สมนุภาสิตพฺโพ ตสฺส ปฏินิสฺสคฺคาย; ยาวตติยญฺเจ สมนุภาสิยมาโน ตํ ปฏินิสฺสชฺเชยฺย, อิจฺเจตํ กุสลํ ; โน เจ ปฏินิสฺสชฺเชยฺย, สงฺฆาทิเสโส. (ภิกษุพากเพียรเพื่อจะทําลายสงฆ์ให้แตกกัน ภิกษุอื่นห้ามไม่ฟังสงฆ์สวดกรรมเพื่อจะให้ละข้อที่ประพฤตินั้น ถ้าไม่ลดละต้องสังฆาทิเสส)
  18. ๑๑. ตสฺเสว โข ปน ภิกฺขุสฺส ภิกฺขู โหนฺติ อนุวตฺตกา วคฺควาทกา, เอโก วา เทฺว วา ตโย วา, เต เอวํ วเทยฺุํ, "มา อายสฺมนฺโต เอตํ ภิกฺขุ กิญฺจิ อวจุตฺถ ธมฺมวาที เจโส ภิกฺขุ, วินยวาที เจโส ภิกฺขุ, อมฺหากญฺเจโส ภิกฺขุ, ฉนฺทญฺจ รุจิญฺจ อาทาย โวหรติ, ชานาติ โน ภาสติ, อมฺหากมฺเปตํ ขมตีติ. เต ภิกฺขู ภิกฺขูหิ เอวมสฺสุ วจนียา "มา อายสฺมนฺโต เอวํ อวจุตฺถ, น เจโส ภิกฺขุ ธมฺมวาที, น เจโส ภิกฺขุ วินยวาที มา อายสฺมนฺตานมฺปิ สงฺฆเภโท รุจิตฺถ, สเมตายสฺมนฺตานํ สงฺเฆน, สมคฺโค หิ สงฺโฆ สมฺโมทมาโน อวิวทมาโน เอกุทฺเทโส ผาสุ วิหรตีติ.   เอวญฺจ เต ภิกฺขู ภิกฺขูหิ วุจฺจมานา ตเถว ปคฺคณฺเหยฺยุํ. เต ภิกฺขู ภิกฺขูหิ ยาวตติยํ สมนุภาสิตพฺพา ตสฺส ปฏินิสฺสคฺคาย; ยาวตติยญฺเจ สมนุภาสิยมานา ตํ ปฏินิสฺสชฺเชยฺยุํ อิจฺเจตํ กุสลํ, โน เจ ปฏินิสฺสชฺเชยฺยุํ, สงฺฆาทิเสโส. (ภิกษุประพฤติตามภิกษุผู้ทําลายสงฆ์นั้น ภิกษุอื่นห้ามไม่ฟังสงฆ์สวดกรรมเพื่อจะให้ละข้อที่ประพฤตินั้น ถ้าไม่ละต้องสังฆาทิเสส)
  19. ๑๒.ภิกฺขุ ปเนว ทุพฺพจชาติโกโหติ, อุทฺเทสปริยาปนฺเนสุ สิกฺขาปเทสุ ภิกฺขูหิ สหธมฺมิกํ วุจฺจมาโน อตฺตานํอวจนียํ กโรติ "มา มํ อายสฺมนฺโต กิญฺจิ อวจุตฺถ กลฺยาณํวา ปาปกํ วา, วิรมถายสฺมนฺโต มม วจนายาติ,  โส ภิกฺขุ ภิกฺขูหิ เอวมสฺส วจนีโย "มา อายสฺมา อตฺตานํ อวจนี ยํ อกาสิ, วจนียเมว อายสฺมา อตฺตานํ กโรตุ, อายสฺมาปิ ภิกฺขู วเทตุ สหธมฺเมน, ภิกฺขูปิ อายสฺมนฺตํ วกฺขนฺติ สหธมฺเมน, เอวํ สํวฑฺฒา หิ ตสฺส ภควโต ปริสา, ยทิทํ อญฺมญฺญวจเนน อญฺมญฺญวุฏฺฐาปเนนาติ.  เอวญฺจ โส ภิกฺขุ ภิกฺขูหิ วุจฺจมาโน ตเถว ปคฺคณฺเหยฺย, โส ภิกฺขุ ภิกฺขูหิ ยาวตติยํ สมนุภาสิตพฺโพ ตสฺส ปฏินิสฺสคฺคาย; ยาวตติยญฺเจ สมนุภาสิยมาโน ตํ ปฏินิสฺสชฺเชยฺย. อิจฺเจตํ กุสลํ, โน เจ ปฏินิสฺสชฺเชยฺย, สงฺฆาทิเสโส. (ภิกษุว่ายากสอนยาก ภิกษุอื่นห้ามไม่ฟัง สงฆ์สวดกรรมเพื่อจะให้ละข้อที่ประพฤตินั้น ถ้าไม่ละ ต้องสังฆาทิเสส)
  20. ๑๓. ภิกฺขุ ปเนว อญฺญตรํ คามํ วา นิคมํ วา อุปนิสฺ สาย วิหรติ กุลทูสโก ปาปสมาจาโร, ตสฺส โข ปาปกา สมาจารา ทิสฺสนฺติ เจว สุยฺยนฺติ จ, กุลานิ จ เตน ทุฏฺฐานิ ทิสฺสนฺติ เจว สุยฺยนฺติ จ. โส ภิกฺขุ ภิกฺขูหิ เอวมสฺส วจนีโย "อายสฺมาโขกุลทูสโก ปาปสมาจาโร,   อายสฺมโต โข ปาปกา สมาจารา ทิสฺสนฺติ เจว สุยฺยนฺติ จ; กุลานิ จายสฺมตา ทุฏฺฐานิ ทิสฺสนฺติ เจว สุยฺยนฺติ จ; ปกฺกมตายสฺมา อิมมฺหา อาวาสา, อลนฺเต อิธ วาเสนาติ.   เอวญฺจ โส ภิกฺขุ ภิกฺขูหิ วุจฺจมาโน เต ภิกฺขุ เอวํ วเทยฺย "ฉนฺทคามิโน จ ภิกฺขู, โทสคามิโน จ ภิกฺขู, โมหคามิโน จ ภิกฺขู, ภยคามิโน จ ภิกฺขู, ตาทิสิกาย อาปตฺติยา เอกจฺจํ ปพฺพาเชนฺติ, เอกจฺจํ น ปพฺพาเชนฺตีติ. โส ภิกฺขู ภิกฺขูหิ เอวมสฺส วจนีโย   "มา อายสฺมา เอวํ อวจ, น จ ภิกฺขู ฉนฺทคามิโน, น จ ภิกฺขู โทสคามิโน, น จ ภิกฺขู โมหคามิโน, น จ ภิกฺขู ภยคามิโน; อายสฺมา โข กุลทูสโก ปาปสมาจาโร,   อายสฺมโต โข ปาปกา สมาจารา ทิสฺสนฺติ เจว สุยฺยนฺติ จ, กุลานิ จายสฺมตา ทุฏฺฐานิ ทิสฺสนฺติ เจว สุยฺยนฺติ จ, ปกฺกมตายสฺมา อิมมฺหา อาวาสา, อลนฺเต อิธ วาเสนาติ.   เอวญฺจ โส ภิกฺขุ ภิกฺขูหิ วุจฺจมาโน ตเถว ปคฺคณฺเหยฺย, โส ภิกฺขุ ภิกฺขูหิ ยาวตติยํ สมนุภาสิตพฺโพ ตสฺส ปฏินิสฺสคฺคาย; ยาวตติยญฺเจ สมนุภาสิยมาโน ตํ ปฏินิสฺสชฺเชยฺย, อิจฺเจตํ กุสลํ; โน เจ ปฏินิสฺสชฺเชยฺย, สงฺฆาทิเสโส. (ภิกษุประทุษร้ายตระกูล คือประจบคฤหัสถ์ สงฆ์ไล่เสียจากวัดกลับติเตียนสงฆ์ ภิกษุอื่นห้ามไม่ฟัง สงฆ์สวดกรรมเพื่อจะให้ละข้อที่ประพฤตินั้น ถ้าไม่ละ ต้องสังฆาทิเสส)
  21. ๑. โย ปน ภิกฺขุ มาตุคาเมน สทฺธึ เอโก เอกาย รโห ปฏิจฺฉนฺเน อาสเน อลํกมฺมนิเย นิสชฺชํ กปฺเปยฺย;   ตเมนํ สทฺเธยฺยวจสา อุปาสิกา ทิสฺวา ติณฺณํ ธมฺมานํ อญฺญตเรน วเทยฺย ปาราชิเกน วา สงฺฆาทิเสเสน วา ปาจิตฺติเยน วา, นิสชฺชํ ภิกฺขุ ปฏิชานมาโน ติณฺณํ ธมฺมานํ อญฺญตเรน กาเรตพฺโพ ปาราชิเกน วา สงฺฆาทิเสเสน วา ปาจิตฺติเยน วา; เยน วา สา สทฺเธยฺยวจสา อุปาสิกา วเทยฺย, เตน โส ภิกฺขุ กาเรตพฺโพ; อยํ ธมฺโม อนิยโต. (ภิกษุนั่งในที่ลับตากับหญิงสองต่อสอง ถ้ามีคนที่ควรเชื่อได้มาพูดขึ้น ด้วยธรรม ๓ อย่าง คือปาราชิก หรือสังฆาทิเสส หรือปาจิตตีย์อย่างใด อย่างหนึ่ง ภิกษุรับอย่างใดให้ปรับอย่างนั้น หรือเขาว่าจําเพาะธรรม อย่างใดให้ปรับอย่างนั้น)
  22. ๒. น เหว โข ปน ปฏิจฺฉนฺนํ อาสนํ โหติ นาลํกมฺมนิยํ, อลญฺจ โข โหติ มาตุคามํ ทุฏฐุลฺลาหิ วาจาหิ โอภาสิตุ; โย ปน ภิกฺขุ ตถารูเป อาสเน มาตุคาเมน สทฺธึ เอโก เอกาย รโห นิสชฺชํ กปฺเปยฺย;   ตเมนํ สทฺเธยฺยวจสา อุปาสิกา ทิสฺวา ทฺวินฺนํ ธมฺมานํ อญฺญตเรน วเทยฺย สงฺฆาทิเสเสน วา ปาจิตฺติเยน วา, นิสชฺชํ ภิกฺขุ ปฏิชานมาโน ทฺวินฺนํ ธมฺมานํ อญฺญตเรน กาเรตพฺโพ สงฺฆาทิเสเสน วา ปาจิตฺติเยน วา, เยน วา สา สทฺเธยฺยวจสา อุปาสิกา วเทยฺย, เตน โส ภิกฺขุ กาเรตพฺโพ; อยมฺปิ ธมฺโม อนิยโต. (ภิกษุนั่งในที่ลับหูกับหญิงสองต่อสอง ถ้ามีคนที่ควรเชื่อได้มาพูดขึ้นด้วย ธรรม ๒ อย่าง คือ สังฆาทิเสส หรือปาจิตตีย์อย่างใดอย่างหนึ่ง ภิกษุ รับอย่างใดให้ปรับอย่างนั้น หรือเขาว่าจําเพาะธรรมอย่างใด ให้ปรับอย่างนั้น)
  23. ๑. นิฏฺฐิตจีวรสฺมึ ภิกฺขุนา อุพฺภตสฺมึ กฐิเน, ทสาหปรมํ อติเรกจีวรํ ธาเรตพฺพํ, ตํ อติกฺกามยโต, นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยํ. (ภิกษุทรงอติเรกจีวรได้เพียง ๑๐ วันเป็นอย่างยิ่ง ถ้าล่วง ๑๐ วันไป ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์)
  24. ๒. นิฏฺฐิตจีวรสฺมึ ภิกฺขุนา อุพฺภตสฺมึ กฐิเน, เอกรตฺตมฺปิ เจ ภิกฺขุ ติจีวเรน วิปฺปวเสยฺย, อญฺญตฺร ภิกฺขุสมฺมติยา, นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยํ. (ภิกษุอยู่ปราศจากไตรจีวรแม้คืนหนึ่ง ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่ได้สมมติ)
  25. ๓. นิฏฺฐิตจีวรสฺมึ ภิกฺขุนา อุพฺภตสฺมึ กฐิเน, ภิกฺขุโน ปเนว อกาลจีวรํ อุปฺปชฺเชยฺย, อากงฺขมาเนน ภิกฺขุนา ปฏิคฺคเหตพฺพํ, ปฏิคฺคเหตฺวา ขิปฺปเมว กาเรตพฺพํ; โน จสฺส ปาริปูริ, มาสปรมนฺเตน ภิกฺขุนา ตํ จีวรํ นิกฺขิปิตพฺพํ อูนสฺส ปาริปูริยา สติยา ปจฺจาสาย, ตโต เจ อุตฺตรึ นิกฺขิเปยฺย สติยาปิ ปจฺจาสาย, นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยํ. (ถ้าผ้าเกิดขึ้นแก่ภิกษุๆ ประสงค์จะทําจีวรแต่ยังไม่พอ ถ้ามีที่หวังจะได้มาอีก พึงเก็บผ้านั้นไว้ได้เพียงเดือนหนึ่งเป็นอย่างยิ่ง ถ้าเก็บไว้ให้ เกินเดือนหนึ่งไป แม้ถึงยังมีที่หวังว่าจะได้ผ้าอยู่ ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์)
  26. ๔. โย ปน ภิกฺขุ อญฺญาติกาย ภิกฺขุนิยา ปุราณจีวรํ โธวาเปยฺย วา รชาเปยฺย วา อาโกฏาเปยฺย วา, นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยํ. (ภิกษุใช้นางภิกษุณีที่ไม่ใช่ญาติ ให้ซักก็ดี ให้ย้อมก็ดี ให้ทุบก็ดีซึ่งจีวรเก่า ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์)
  27. ๕. โย ปน ภิกฺขุ อญฺญาติกาย ภิกฺขุนิยา หตฺถโต จีวรํ ปฏิคฺคณฺเหยฺย อญฺญตฺร ปาริวฏฺฏกา, นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยํ. (ภิกษุรับจีวรแต่มือนางภิกษุณีที่ไม่ใช่ญาติ เว้นไว้แต่แลกเปลี่ยนกัน ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์)
  28. ๖. โย ปน ภิกฺขุ อญฺญาตกํ คหปตึ วา คหปตานึ วา จีวรํ วิญฺญาเปยฺย อญฺญตฺร สมยา, นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยํ. ตตฺถายํ สมโย: อจฺฉินฺนจีวโร วา โหติ ภิกฺขุ นฏฺฐจีวโร วา, อยํ ตตฺถ สมโย. (ภิกษุขอจีวรต่อคฤหัสถ์ผู้ไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่ปวารณา ได้มา ต้องนิสสัคคิย ปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่มีสมัยที่จะขอจีวรได้ คือ เวลาภิกษุมีจีวรอันโจรลักไป หรือมีจีวรอันฉิบหายเสีย)
  29. ๗. ตญฺเจ อญฺญาตโก คหปติ วา คหปตานี วา พหูหิ จีวเรหิ อภิหฏฺฐุมฺปวาเรยฺย, สนฺตรุตฺตรปรมนฺเตน ภิกฺขุนา ตโต จีวรํ สาทิตพฺพํ, ตโต เจ อุตฺตรึ สาทิเยยฺย, นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยํ. (สมัยเช่นนั้นจะขอเขาได้ก็เพียงผ้านุ่งผ้าห่มเท่านั้น ถ้าขอให้เกินกว่านั้น ได้มา ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์)
  30. ๘. ภิกฺขุํ ป เ น ว อุทฺทิสฺส อญฺญาตกสฺสค หปติสฺสวา คหปตานิยา วา จีวรเจตาปนํ อุปกฺขฏํ โหติ. “อิมินา จีวรเจตาปเนน จีวรํ เจตาเปตฺวา อิตฺถนฺนามํ ภิกฺขุํ จีวเรน อจฺฉาเทสฺสามีติ,  ตตฺร เจ โส ภิกฺขุ ปุพฺเพ อปฺปวาริโต อุปสงฺกมิตฺวา จีวเร วิกปฺปํ อาปชฺเชยฺย “ สาธุ วต มํ อายสฺมา อิมินา จีวรเจตาปเนน เอวรูปํ วา เอวรูปํ วา จีวรํ เจตาเปตฺวา อจฺฉาเทหีติ กลฺยาณกมฺยตํ อุปาทาย, นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยํ. (ถ้าคฤหัสถ์ที่ไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่ปวารณา เขาพูดว่า เขาจะถวายจีวรแก่ ภิกษุชื่อนี้ ภิกษุนั้นทราบความแล้วเข้าไปพูดให้เขาถวายจีวรอย่างนั้น อย่างนี้ ที่มีราคาแพงกว่าที่เขากําหนดไว้เดิม ได้มาต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์)

Emblem of the United Nations.svg
Thong (ธ) of Kathina flag Bhikkhu Kathinaka (ธงแขวน).png
เป็นผลงานหนังสือธรรมะสำหรับแจกฟรี เพราะเหตุว่าได้คัดเรียงข้อความมาจากหนังสือแจกฟรีของ พุทธศาสนา
ผลงานชิ้นนี้จึงไม่ใช่ผลงานที่สงวนลิขสิทธิ์ ให้แจกจ่ายเผยแพร่เป็นธรรมทานเท่านั้นห้ามจำหน่าย