พระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท)

จาก วิกิคำคม
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

พระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท) (17 มิถุนายน พ.ศ. 2461 - 16 มกราคม พ.ศ. 2535)[1] หรือที่เหล่าลูกศิษย์เรียกด้วยเคารพศรัทธาว่า "หลวงพ่อชา" "หลวงปู่ชา" หรือ "อาจารย์ชา" หลวงปู่ชาเป็นพระภิกษุสงฆ์ชาวอุบลราชธานีสายพระธุดงค์กรรมฐานหรือพระป่าสายหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ทั้งยังเป็นผู้ก่อตั้งวัดหนองป่าพง[2] ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของสาขาวัดหนองป่าพงทั้งในและต่างประเทศไม่น้อยกว่า 300 วัด[2] หลวงปู่ชามีชื่อทั้งทางด้านวิปัสนากรรมฐาน การเผยแผ่พระพุทธศาสนาสายพระป่าสู่หลายประเทศ และมีชื่อเรื่องพระธรรมคำสอนที่เข้าใจง่ายแต่ลึกซึ้ง[3] โดยคำสอนของหลวงปู่ชานั้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวคือ การอธิบายด้วยการอุปมาอุปมัยเปรียบเทียบสิ่งใกล้ตัวผู้ฟัง ทำให้ผู้ฟังเข้าใจพระธรรมคำสอนได้ไม่ยาก อันเนื่องด้วยความลึกซึ้งและเข้าใจง่ายของคำสอนของท่าน อีกทั้งวัตรปฏิบัติปฏิปทาที่น่าเลื่มใสนี้ ทำให้มีพระสงฆ์และฆราวาสเกิดความศรัทธาและปวารณาตัวเป็นลูกศิษย์จำนวนมากทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยบรรดาลูกศิษย์ของท่านได้สืบต่อแนวปฏิบัติของท่านสืบมาจนปัจจุบัน

คำสอน[แก้ไข]

“ เกิดนั่นล่ะคือตาย ตายนั่นล่ะก็คือเกิด ต้นก็คือปลาย ปลายก็คือต้น เราไม่รู้จัก ถึงเวลาจวนจะตาย หรือตายแล้วก็ร้องไห้กัน นี่คือคนโง่ ถ้าจะร้องไห้อย่างนั้นมาแต่ต้นก็ยังจะดีนะ เมื่อเกิดมาก็ร้องไห้กันเสียทีเถอะ ดูให้ดีซิถ้าไม่เกิดมันก็ไม่ตายเข้าใจไหม[4] ”
“ โยมรู้จักน้ำที่มันไหลไหม เคยเห็นไหม น้ำนิ่งโยมเคยเห็นไหม ถ้าใจเราสงบแล้ว มันจะเป็นคล้ายๆกับน้ำมันไหลนิ่ง โยมเคยเห็นน้ำไหลนิ่งไหม แน่ะ ก็โยมเคยเห็นแต่น้ำนิ่ง กับน้ำไหล น้ำไหลนิ่งโยมไม่เคยเห็น ตรงนั้นแหละ ตรงที่โยมคิดยังไม่ถึงหรอกว่า มันเฉยมันก็เกิดปัญญาได้ เรียกว่าดูใจของโยมมันจะคล้ายน้ำไหล แต่ว่านิ่ง ดูเหมือนนิ่ง ดูเหมือนไหล เลยเรียกว่า น้ำไหลนิ่ง มันจะเป็นอย่างนั้น ปัญญาเกิดได้[5] ”
“ เมื่อเราเกิดมาแล้ว โยม ก็คือเราตายแล้วนั่นเองแหละ ไอ้ความแก่กับความตาย มันก็คืออันเดียวกันนั่นแหละ เหมือนกับต้นไม้อันหนึ่งต้น อันหนึ่งปลาย เมื่อมีโคนมันก็มีปลาย เมื่อมีปลายมันก็มีโคน ไม่มีโคนปลายก็ไม่มี มีปลายก็ต้องมีโคน มีแต่ปลายโคนไม่มีก็ไม่ได้ มันเป็นอย่างนั้น[4] ”
“ ต้นไม้ผลิดอกออกผล มีนกมาเกาะกิ่งไม้ แล้วจิกกินผลไม้นั้น จะหวานหรือเปรี้ยว เป็นเรื่องของนกที่จะรู้ได้ แต่ต้นไม้ไม่รู้อะไรเลย อย่าเป็นพระพุทธเจ้า อย่าเป็นพระอรหันต์ อย่าเป็นพระโพธิสัตว์ อย่าเป็นอะไรเลย การ "เป็นอะไร" ก็มีแต่ความทุกข์เท่านั้นแหละ เราไม่มีความจำเป็น ต้องเป็นอะไรสักอย่างหนึ่ง [1] ”
“ ถ้าคำสอนใดไม่เป็นไปเพื่อหายพยศ ลดมานะ ละความชั่วแล้ว ก็ไม่ใช่ธรรมของพระพุทธเจ้า เป็นธรรมของพวกเดียรถีย์ ของพวกชาวนิครนถ์ มันไม่ได้เห็นความจริง ไม่ได้ระบายความทุกข์ออกจากใจ ไม่หายสงสัย ยังไม่ถูกธรรมะ[6] ”
“ ศีลก็ดี สมาธิก็ดี ปัญญาก็ดี สิ่งทั้งสามประการนี้ท่านเรียกว่ามรรค อันมรรคนี้ยังมิใช่ศาสนา อีกซ้ำยังไม่ใช่สิ่งที่พระศาสดาต้องการอย่างแท้จริงเลย แต่ก็เป็นหนทางที่จะดำเนินเข้าไป เหมือนกับที่ท่านมาจากกรุงเทพฯ จะมาวัดหนองป่าพง ท่านคงไม่ต้องการหนทาง ต้องการถึงวัดต่างหาก แต่หนทางเป็นสิ่งจำเป็นแก่ท่าน ที่จะต้องมา ฉะนั้น ถนนที่ท่านมหามานั้นมันไม่ใช่วัด มันเป็นเพียงถนนมาวัดเท่านั้น แต่ก็จำเป็นต้องมาตามถนน จึงจะมาถึงวัดได้[7] ”

อ้างอิง[แก้ไข]

  1. 1.0 1.1 คณะศิษยานุศิษย์, อุปลมณี (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภา, พ.ศ. 2535)
  2. 2.0 2.1 ประวัติวัดหนองป่าพง, วัดหนองป่าพง, สืบค้นวันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558
  3. พระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตฺโต). ความเป็นกัลยาณมิตรของหลวงปู่ชา. (พ.ศ. 2539)
  4. 4.0 4.1 พระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท). "บ้านที่แท้จริง". ธรรมะ หลวงปู่ชา สุภัทโท. เรียกข้อมูลเมื่อ 17 กุมภาพันธ์ 2558
  5. พระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท). "น้ำไหลนิ่ง". ธรรมะ หลวงปู่ชา สุภัทโท. เรียกข้อมูลเมื่อ 17 กุมภาพันธ์ 2558
  6. พระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท). "กบเฒ่านั่งเฝ้ากอบัว". Venerable Ajahn Chah. เรียกข้อมูลเมื่อ 17 กุมภาพันธ์ 2558
  7. พระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท). กุญแจภาวนาและตามดูจิต. (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ธรรมดา, พ.ศ. 2549)