หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช

จาก วิกิคำคม
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

ศาสตราจารย์ (พิเศษ) หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช (26 พฤษภาคม ค.ศ. 1905 — 28 กรกฎาคม ค.ศ. 1997) อดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย 4 สมัย ผู้ร่วมก่อตั้งและอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนเข้าสู่วงการเมือง เคยเป็นผู้พิพากษา และเคยดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูตไทย ประจำสหรัฐอเมริกามาก่อน

คำพูด[แก้ไข]

  • การปกครองบ้านเมืองมี 3 วิธี ด้วยอำนาจ ด้วยอามิส หรือด้วยอุดมคติ การเมืองที่มาด้วยอำนาจ ย่อมโค่นล้มไปด้วยอำนาจ อามิส วันหนึ่งหมดไม่มีจะให้ และให้สักเท่าใดก็ไม่พอสำหรับผู้รับ อุดมคติเท่านั้นที่จะยั่งยืนอยู่ได้ แม้ตัวผู้ปกครองจะล้มหายตายจากไป สัจจะตามอุดมคติจะยังอยู่[1]
  • เมื่อปี พ.ศ.๑๗๕๖ เป็นเวลา ๖๐ ปีเศษก่อนที่จะได้มีศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหง ขุนนางอังกฤษ ได้บังคับให้พระเจ้าจอห์นลงนามในแมกนาคาตา สละพระราชอำนาจทางการเมืองบางประการ แต่แม้กระนั้น การปกครองประเทศอังกฤษก็มิได้เข้ารูปเป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยจนกระทั้งถึงศตวรรษที่ ๑๘ แห่งคริสต์ศักราชในรัชสมัยของพระเจ้าวิลเลี่ยมและพระนางแมรี่ แต่โดยที่ได้มีแมกนาคาตาประกาศใช้ไปล่วง หน้าตั้งแต่ศตวรรษที่ ๑๓ คนทั้งหลายจึงยึดถือเอาเป็นหลักว่า ประเทศอังกฤษได้เป็นประชาธิปไตยมาตั้งแต่ นั้น และเรียกประเทศว่าเป็นมารดาประชาธิปไตยแต่เมื่อตามความจริงเมืองไทยได้เป็นประชาธิปไตยมาก่อน ตั้งแต่ พ.ศ.๑๘๒๖ อย่างน้อยข้าพเจ้านี้จึงเป็นผู้ที่ได้กล่าวอ้างถึงเมืองไทยนี้เสมอมาว่าเป็นยายประชาธิปไตย หลักฐานมีอยู่ในศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหง มีคำแปลเป็นภาษาฝรั่งที่ท่านทั้งหลายอาจหาอ่านเอาเองได้ที่ สยามสมาคมเป็นต้น คำแปลของข้าพเจ้าเองก็มีแต่ไม่แน่ว่าจะมีสำเนาเหลือหรือไม่ โดยทั้งนี้ทั้งนั้น เราจะต้อง ไม่ลืมว่าประชาชนชาวกรีกเป็นผู้ริเริ่มปกครองตนเองเป็นประชาธิปไตยขึ้นก่อน เพราะฉะนั้น ถ้าจะกล่าวว่า อังกฤษเป็นแม่ประชาธิปไตย ไทยเป็นยาย ก็จะต้องกล่าวให้เป็นคุณแก่ประชาชนชาวกรีกด้วยว่า ต้นตระกูล ที่เป็นตาของประชาธิปไตย ได้แก่ประชาชนชาวกรีก[2]

อ้างอิง[แก้ไข]

  1. ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช คำปราศรัย ณ วงเวียนเล็ก ฝั่งธนฯ 4 สิงหาคม ค.ศ. 1946
  2. ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช, "คำปราศรัยของ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช," ใน ชุมนุมวรรณคดีทางการเมือง (กรุงเทพฯ: ไทย วัฒนาพานิช, 1968), หน้า 323-324.; ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช"เบื้องหลังประวัติศาสตร์," ใน ชุมนุมวรรณคดีทางการเมือง (กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช), หน้า 151.